110676

1. รักที่ขอนแก่น Cemetery of Splendour (2015) / Apichatpong Weerasethakul / Thailand

2. Court /Chaitanya Tamhane / India / 2014

3. A City of Sadness(1989) / Hou hsiao hsian / Taiwan

4. Behemoth (2015) / Zhao liang / China

5. Mountains May Depart / Zhangke jia / China / 2015

6. The Conversation (1974) / Francis Ford Coppola / USA

7. The Witch (2015) / Robert Eggers / USA

8. ดาวคะนอง (By the time it gets dark) / Anocha Suwichakornpong / 2016 / Thailand

9. Still Walking (2008) / Hirokazu Koreeda / Japan

10. Embrace of the serpent / Ciro Guerra / 2015 / Colombia

15241754_1265674316825913_7132348891548297698_n

LU YANG’s (44 นาที)

– WRATHFUL KING KONG CORE (2011, 15 นาที)
– UTERUS MAN (2013, 12 นาที)
– DELUSIONAL MANDALA (2015, 17 นาที)

หนังชุดของศิลปินจีนคนนี้เป็นที่ถูกใจเราที่สุดของวัน ชอบที่มันเชื่อมโยง Metaphysics และ Post-human

GEORGE CLARK + CHEONG KIN MAN ‘s

– SEA OF CLOUDS (2016, GEORGE CLARK, 17 นาที)
– A USELESS FICTION (2014, CHEONG KIN MAN, 30 นาที)

งานตัวแรกของ GEORGE CLARK งดงามมากๆ ส่วนตัวที่สองของ CHEONG KIN MAN ‘s นั้นเราชอบเรื่องการนำคนชาติอื่นมาพัฒนาสร้างชาติของตน คือ มันเหมือนไทยในยุคที่นำคนจีนอพยพเข้ามานั้นแหละ แล้วเราก็ชอบตัวภาษาที่อยู่ในตัวงานด้วย

ENZO CILLO ’s (55 นาที)

– LIGHT NIGHT (2016, 11 นาที)
– IN THE DARK DEEP PART OF THE NIGHT (2015, 10 นาที)
– SLOW (2015 , 7 นาที)
– BLACKOUT(2015 10 นาที)
– WHAT REMAINS(2015 , 7 นาที)
– NOVA EXPRESS (2016 10 นาที)

ชอบงานของ Enzo ทุกตัวเลย ตอนดูนี่เหมือนการทำสมาธิแบบหนึ่งและตัวงานมัน Challenges perception ของเรามากๆ แล้วเรายังชื่นชมการสร้างความมืดให้มีรูปทรงได้ งดงามมาก

ROUZBEH RASHIDI’s

– TRAILERS (2016, ROUZBEH RASHIDI, IRELAND) 180 นาที

เราว่างานมันท้าทายความอดทนอดกลั้นของเรามากๆนะ ในช่วงหนึ่งเราเกือบจะทนไม่ไหว แต่อยู่ดีๆเรากลับคุ้นชินกับภาพและเสียงที่มันดึงประสาทสัมผัสทุกอย่างของเราออกมาทั้งหมด คือเราว่าคนทำก็จงใจจะให้ภาพและเสียงมันก่อกวนอย่างถึงที่สุดด้วย ซึ่งเราก็ยอมรับนะว่ามันไปได้สุดทางมาก

cemeteryofsplendour__article-hero-1130x430

Cemetery of splendour (รักที่ขอนแก่น) /  Apichatpong Weerasethakul / Thailand /2015

พื้นที่ของนักอุดมคติ

“ครั้งหนึ่งที่แห่งนี้เคยเป็นพระราชวัง” คำพูดของตัวละครในหนัง”รักที่ขอนแก่น” ยังติดตรึงอยู่ในหัวของผู้เขียนเป็นเวลาเกือบปีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ คือในตอนแรกผู้เขียนไม่ได้ตกตะกอนในเรื่องราวของหนังเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากนัก จนเมื่อเหตุการณ์ต่างๆทางการเมืองไทยผ่านไปร่วมเกือบปี มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย มันจึงทำให้ผู้เขียนได้ลองกลับมาคิดถึงหนังเรื่องนี้อีกรอบและได้พิจารณากับตัวหนังเป็นครั้งที่สอง ยิ่งพอนำมาเทียบเคียงกับสิ่งต่างๆในช่วงที่ผู้เขียนกำลังเขียนบันทึกอยู่ในตอนนี้ คำพูดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งนักคือเพราะพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่นี้มันไม่เคยเป็นของทุกๆคนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และไม่ว่าคุณผมหรือใครที่เลือกเกิดไม่ได้นั้นพื้นที่แห่งนี้ก็เป็นเหมือนบ้านเช่าหลังหนึ่งที่เราทั้งหลายควรจะสังวรไว้ว่าเรามีหน้าที่เพียงทำตามกฏระเบียบของผู้สร้างพื้นที่แห่งนี้เพียงเท่านั้น หรือในอีกทางหนึ่งเราเองต่างหากที่ยอมรับเงื่อนไขเช่นนี้กันเอง

มีคำพูดของนักเขียนท่านหนึ่ง ซึ่งท่านผู้ล่วงลับท่านนี้เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือเมื่อครั้งที่ท่านถูกจองจำอยู่ที่เกาะเต่า หนังสือซึ่งบรรยายลักษณะสังคมแบบโลกในอุดมคติที่สังคมสยามแห่งนี้มันควรจะเป็นไป ท่านกล่าวถึงชีววิทยาของมนุษย์ซึ่งสามารถแบ่งแยกหรือสอนให้รู้จักหน้าที่กันได้ตั้งแต่กันอยู่ในครรภ์มารดากันเลยทีเดียว เราสามารถพัฒนาความสามารของเด็กให้เป็นไปตามอาชีพที่เป็นผลดีต่อรัฐเศษฐกิจและมันจะผลิตผลประโยชน์ที่ดีเยี่ยม ส่วนประชาชนโดยรวมก็จะมีกินอยู่อย่างสบายไม่ต้องมีอาชญากรรมใดๆให้มันเปลืองพื้นที่ในการสร้างเรือนจำอีกต่อไป ท่านผู้นี้ยังเชื่อในรัฐเศษฐกิจมากกว่ารัฐที่มุ่งเน้นแต่การเมือง(แต่ท่านก็ดูเหมือนจะเกลียดนักการเมืองยิ่งนัก ซึ่งในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ) กระแสความคิดเหล่านี้ดูเหมือนจะตกทอดกันมาแบบรุ่นสู่รุ่น และมีการเข้าใจว่านี้เป็นความคิดเชิงล้ำสมัยจนเกิดการเดินกระบวนของม็อบต่างๆที่เกลียดชังรัฐแบบผู้แทนฯในเหตุการณ์ปัจจุบัน

สิ่งที่กล่าวมานั้นมันไปเกี่ยวโยงกับหนังเรื่อง”รักที่ขอนแก่น”ได้อย่างไร อย่างแรกผู้เขียนอยากจะเริ่มด้วยว่าพื้นที่ในหนังนั้นไม่ใช่พื้นเดียวกับที่นักอุดมคติทั้งหลาย(รวมถึงนักเขียนที่เพิ่งจะอ้างอิงถึง) ซึ่งมันไม่เชื่อมโยงกับนักเขียนผู้มีความคิดเชิงอุดมคติท่านนั้นเท่าไรนักเพราะหนังสือของเขาก็พูดถึงคนที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเป็นคนที่มีอำนาจเดิมที่อยู่ในเมืองหลวงที่ถูกทำให้เป็นศูนย์กลางทั้งหมดของประเทศ(Centralization) เมื่อเรากล่าวถึงไทย(หรือสยามเดิม) เราคิดถึงพื้นที่ใดกันบ้างหรือ บ้างคนอาจจะคิดถึงหัวเมืองหลักๆเช่นอยุธยา เกาะรัตนโกสินบ้าง ฯลฯ(ซึ่งขอนแก่นก็อาจจะใช่ในปัจจุบัน) แต่เพราะมันเป็นพื้นที่ในความทรงจำของผู้กำกับ แน่นอนว่าพื้นที่ในหนังเรื่องนี้ขุดลึกลงถึงประวัติศาสตร์ยุคที่ยังเป็นพื้นที่ที่เรียกกันว่า”ลาวใต้” และยังคงอยู่ในอาณาจักรล้านช้างเดิมอยู่โดยอาจจะเป็นความสนใจของตัวผู้กำกับเอง การเลือกพื้นที่นี้มาเล่ามันจึงเกิดการ decentralization ในเชิงภววิสัย

110676

นอกเหนือจากเรื่องราวของพื้นที่แล้ว สิ่งที่ผู้เขียนอยู่จะพูดถึงอีกประเด็นหนึ่งคือ ตัวละครในหนังเรื่อง”รักที่ขอนแก่น”นั้น เป็นคนชนชั้นกรรมชีพเกือบจะทั้งหมด(ซึ่งก็เป็นคนส่วนมากในประเทศนี้) ป้าเจน นั้นเป็นเหมือนตัวละครหลักในหนัง แต่อันที่จริงแล้วเมื่อเราดูหนังที่ผ่านมาของ อภิชาติพงศ์ ดูเหมือนจะไม่มีใครเป็นตัวหลักเท่าไหร่นัก เหมือนความสำคัญของตัวละครมันถูกกระจายออกไปให้คนอื่นๆด้วย(แม้แต่ตัวประกอบในเรื่อง) แต่เรื่องนี้ผู้เขียนเดาเอาว่าป้าเจนเป็นเหมือนตัวแทน(Represent)ของผู้กำกับเกือบจะชัดเจนมาก หากหนังเรื่องนี้เป็นสไตล์แบบ Magical Realism ตัวป้าเจนกับอภิชาติพงศ์ก็เหมือนจะเป็นร่างทรงเดียวกัน ข้ามมาถึงตัวละครในหนังสือของผู้เป็นนักประพันธ์ที่เรียกตัวเองเป็น Idealist กันบ้าง ตัวละครในหนังสือของเขาก็เป็นเปรียบเสมือนเทวดาตกสวรรค์เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตัวละครของเขานั้นเป็นนักเรียนหัวนอกที่กลับมาประท้วงรัฐที่กระทำการปฎิวัติระบอบเก่า จนทำให้ชีวิตตนเองถูกจับและเมื่อออกมาจากคุกแล้ว เขาก็ไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นคนดีได้ หนังสือเล่มนี้ดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่แบบอุดมคติ(Utopia) แต่ก็ดูเหมือนยังโหยหาอดีตการปกครองแบบดั้งเดิมที่ชีวิตตัวเองนั้นเคยประสบพบเจอมาก่อน และหากมันจะเปลี่ยนก็ต้องไม่ใช่จากพวกทหารบางกลุ่ม จริงๆก็ไม่ได้ผิดอะไรแต่ในเมื่อกระแสสำนึกแบบหลังที่ถูกนำมากขยายใหม่ สร้างใหม่ เกิด Propaganda ทำให้กลุ่มชนชั้นกลางที่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาสามารถผูกโยงและมีผลประโยชน์ร่วมแบบ Collectively มันจึงไม่ต่างอะไรกลับกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่ยอมให้ใครมามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงระบบยกเว้นแต่พักพวกของตนเองผ่านการควบคุมทางกระแสสำนึก ดังนั้นการกำเนิดหนังเรื่อง”รักที่ขอนแก่น”จึงเป็นเหมือนการกระตุ้นคนดูให้กลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ในอีกแง่มุมหนึ่ง(อย่างน้อยที่สุด) ก็กับคนรากหญ้าและไม่ใช่เพียงพื้นที่ในเมืองกรุงเท่านั้น

พื้นที่ในความฝัน

เมื่อหนังถูกวางให้เป็นแนว Magical Realism มันจึงมีการยักย้ายถ่ายเทผ่านการร่างทรงผ่านตัวละครเจ้าแม่ หรือการเล่าถึงวังในอดีต อีกแง่หนึ่งนั้นการ”ร่างทรง”ก็เป็นเสมือนการนำอดีตกลับมายังพื้นที่ปัจจุบันการเหลื่อมซ้อนทับของกาลเวลาเป็นการกล่าวถึงการไม่เดินหน้าไปที่ไหนเลย นี่จึงเป็นความคมคายของหนังที่จะพูดถึงประเด็นที่ตัวผู้กำกับอยากจะพูด แถมยังสามารถตีความไปยังเรื่องอื่นๆได้อีกด้วย โดยส่วนตัวของผู้เขียนเมื่อดูหนังจบลง กลับสงสัยว่าจริงๆแล้วทหารเหล่านี้ที่ถูกดูดพลังไปต่อสู้นั้น ต่อสู้อยู่กับอะไร กำลังปกป้องใคร คำตอบส่วนตัวคือ พวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับอะไรเลยต่างหาก มันเป็นเป็นความฝันลวงที่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาด้วยความชอบธรรม เอาเข้าจริงๆแล้วภาพที่เด่นชัดที่สุดในหนังอาจจะเป็นภาพความฝันของป้าเจนที่เดินอยู่ในห้องเรียนที่มีแต่ความมืดมิดและซากปรักหักพังเท่านั้นเอง

b5ll0zacyaeo8gx

The jinx : The Life and Deaths of Robert Durst / Andrew Jarecki / US / 2015
ปกติไม่ค่อยดูซีรีย์เท่าไหร่ เพราะไม่ชอบดูอะไรแบบหลายวันหลายอาทิตย์ พอดีเรื่องนี้มันมีแค่ 6 Chapter ก็เลยคิดว่าลองดูดีกว่า ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ว่า genre ของเรื่องนี้มันเป็นสารคดี,เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และSubject ของเรื่องก็มีพลังมากพอที่จะทำให้เรื่องน่าสนใจ
หนังเล่าเรื่องชีวิตของ Robert Durst ฆาตกรฆ่าสามศพ คนแรกคือ แคเทอรีน ภรรยายของเขา(หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย) คนที่สองคือ Susan Berman ที่เป็นเพื่อนรักของเขาเอง สุดท้ายคือเพื่อนบ้าน ฆ่าและหั่นศพโยนลงทะเล

วิธีการเล่าของหนังส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Talking head คือนั่งสัมภาษณ์ และนำฟุตเตจต่างๆซึ่งมีทั้งจริงและภาพเหตุการณ์จำลอง ซึ่งทำออกมาได้ค่อนข้างเนี๊ยบและเล่าเรื่องไม่ได้น่าเบื่ออะไร แต่ที่เราชอบคือการที่ผู้กำกับจับเอาตัวของ Robert Durst มานั่งสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการได้ เราจึงได้จับจ้องอริยาบทในการพูดคุยของเขาได้อย่างละเอียดยิบ

แม้เราจะคิดว่าตัว Robert Durst จะเป็นฆาตกรที่ถูกจับแบบ ridiculous สักหน่อย แต่เนื่องจากเราจะได้เห็นเขาในอริยาบทต่างๆจนทำให้เราคิดว่าบางทีเขาก็อยากจะให้ถูกจับเสียเอง และ/หรือการที่เขายอมเข้ามาอยู่ในหนังเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นการบำบัดจิตใจของตัวเขาเองอย่างไม่รู้ตัวจากความทรงจำและสภาพแวดล้อมในวัยเด็กของเขาเสียเอง
ในช่วงที่หนังเล่าเรื่องวัยเด็กของเขานั้น เราค่อนข้าง relate กับเขาพอสมควรเพราะมันทำให้เราคิดถึงสภาพแวดล้อมในบ้านของเราเองในวัยเด็ก การแก่งแย้งชิงดีในธุรกิจพันล้าน การกีดกันคนในครอบครัว แรงกดดันจากสังคมฯลฯ มันอาจจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความคิดและจิตใจของ Robert ก็อาจจะเป็นได้

มีหนังสารคดีอีกเรื่องที่เราคิดว่ามี message ที่เหมือนกันคือเรื่อง Dear Zachary: A Letter to a Son About His Father แต่ เราคิดว่า The jinx มีความ emotional น้อยกว่า ส่วน message ที่ว่านั้นคือ”กระบวนการยุติธรรมของรัฐ”
สิ่งสุดท้ายที่เรารู้สึกและทำให้ได้คิดมากขึ้นหลังจากดูจบคือประเด็นของ”สื่อภาพยนตร์”ที่เป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลอย่างมหาศาล มันสามารถเป็นสิ่งที่กลับมาค้นหาและตรวจสอบชีวิตคนเราได้มากกว่าที่คิดยิ่งนัก มันเปรียบกับเป็นการบันทึกและเป็นชิ้นส่วนของหลักฐานสำคัญที่ทำให้สุดท้ายแล้วภาพยนตร์นั้นมีคุณค่ามากกว่าความบันเทิง

mistress-america-playlist-poster-exclusive

Mistress America / Noah Baumbach / 2015 / US

ความสัมพันธ์ของหญิงสาวสองคนในนิวยอร์กเป็นสิ่งที่ Noah Baumbach หยิบยกมาเล่าในหนังเรื่องนี้และสะท้อนวิถีชีวิตแบบคนเมืองประเทศโลกที่หนึ่งอย่างแจ่มชัด นี่ไม่ใช่เรื่องแรกที่เขาหยิบยกเรื่องราวความสัมพันธ์ของหญิงสาวในมหานครนิวยอร์กมาเล่า ครั้งที่แล้วเขานำเรื่องราวของหญิงสาวที่กำลังค้นหาตัวเองและทำชีวิตให้เป็นดั่งฝันแบบ American Dream ใน Frances Ha

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้ากลับรู้สึกชอบ Frances Ha มากกว่าเรื่องนี้มากเพราะความผิดฝาผิดตัวในการแคสติ้งนักแสดง(ยกเว้นสองนักแสดงหลัก) ซึ่งดูขัดๆอย่างไรชอบกล บางคนยังดูเหมือนถูกจัดวางมาให้เล่นแบบ Stereotype มากๆ แม้จุดเด่นจากเรื่องที่แล้วคือบทสนทนาที่ดูจะไร้สาระแต่เราชอบมาก กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น(หรือเทียบเท่า)ในหนังเรื่องนี้และดูเหมือจะกลายเป็น Hyper-talk อีกด้วย แต่สิ่งที่เราชอบกลับกลายเป็นประเด็นหลักที่หนังพูดถึงคือการขโมยงาน(Immitation) หนังแสดงให้เราเห็นความผิดพลาดของตัวละคร ซึ่งในชีวิตคนเราก็อาจจะเคยทำแบบนั้นก็ได้ อีกอย่างที่ข้าพเจ้าชอบคือความสัมพันธ์ของ Tracy และ Brooke ที่ทำให้เรารู้สึกว่าในช่องว่างของความรู้สึก เหมือนทั้งคู่จะรักกันมากเลยทีเดียว

 

image

1.
ผู้คนเมามาย
สังคมหลับไหล
เพียงตื่นในความฝัน

2.
ใบไม้แห้งไร้วิญญาณ
สายน้ำนิ่งคอยโอบอุ้ม
ชีวิตมีค่าอันใด

3.
บทสนทนาโชยกลิ่นเมา
เหมันต์ย่างกลายกลบ
คงเหลือเพียงกลิ่นเมา

4.
ยุติธรรมนั้นมีหรือ
ความนิ่งงันโชยไหว
สายน้ำไม่ไหวติ่ง

5.
เด็กชายร้องขอสังคมที่อยากได้
ในหุบเขาที่มืดมิด
เพียงแมลงที่ตอบขาน

6.
ความจริงหลากหลายชุด
ข้าฯเลือกเพียงหนึ่ง
คือไม่รับในสิ่งใด

7.
ไร้สาระ
มนุษย์
ไร้สาระ

8.
ใจข้าฯค้นหา
สัจจะในชีวิต
ไม่มีสิ่งใด

9.
ห้วงเวลาที่มอดไหม้
วิญญาณสลายสูญ
สุญญกาศถือกำเนิด

image

1. Arabian Night / Miguel Gomes /2015 / Portugal

2. The time to live and the time to die / Hou Hsiao hsian / 1985 / Taiwan

3. Force majeure (2014) / Ruben Östlund / Swenden

4. From what is before / Lav Diaz /2014 / Philippine

5. Snap / Kongdej Jaturunratsamee / 2015 / Thailand

6. No / Paolo Larrain / 2014 / Chile

7. Videophilia / Juan Daniel F. Molero / 2015 / Peru

8. How to disappear completely / Raya Martin / 2014 / Philippine

9. Pk / Rajkumar Hirani / 2014 / India

10. Amy / Asif Kapadia / 2015 / US