Archive

Monthly Archives: July 2012

วง Pop rock จาก New York วงนี้ออก EP ชุดที่สองมาให้ได้ฟังกัน(ชุดแรกชื่อ Bone Bazaar) ซึ่งแต่ละเพลงถูกจริตข้าพเจ้าอย่างมาก แม้ว่ามันจะเป็น Pop rock ก็เหอะ แต่มันมีซาวด์ทดลองที่ฟังติดหูอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลของวงมีน้อยมาก เราจึงไม่สามารถรู้ background ของวงได้ลึกเท่าใดนัก แต่ก็ยังพอมีบทสัมภาษณ์ให้ได้อ่านกันบ้าง (อ่านได้ที่นี่) ซึ่งนักร้องสาวสุดเซอร์ได้กล่าวถึงวง Sri นี้ให้เข้าใจถึงแนวทางของวงได้พอสมควร

ฟังเพลงได้ ที่นี่

และเข้าไปเยี่ยมชมเวปของพวกเขาได้ที่ www.ssrrii.com (Lea Thomas นักร้องนำเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด)

Advertisements

งานศิลปะภาพพิมพ์สีธรรมชาติ “พิมพ์จากป่า” Print from forest

Curated : Thavorn Ko-Udomvit

Interview with  ญาณวิทย์ กุญแจทอง ( Yanawit Kunchaethong )

Interview by  วรพจน์ อินเหลา

Location : Ardel’s third place gallery

Q: คอนเซ็ปของงาน”พิมพ์จากป่า” มีที่มาที่ไปยังไง

YK : เคยทำงานภาพพิมพ์สีธรรมชาติมานานแล้ว ครั้งนี้เป็นการแสดงงานเดี่ยวครั้งที่ 10 โดยเริ่มการคิดค้นรั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานภาพพิมพ์ที่เป็นเทคนิคพื้นฐานปกติครับ คือสีทั้งหลายเนี่ยมีผลต่อสภาพแวดล้อมและก็เรื่องสุขภาพด้วยครับ เพราะมันมีทั้งน้ำกรดและเคมี ซึ่งมันทำอันตรายต่อสุขภาพ

ส่วนหนึ่งเรามีป่าของตัวเอง มันเป็นที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าอยากทำภาพพิมพ์โดยไม่ต้องพึ่งสีที่เกิดจากเคมี ซึ่งมันทำลายสิ่งแวดล้อม ก็…จะทำยังไงดี ใช้สีจากต้นไม้ได้ไหม? ในไร่เราก็มีข้อมูลตรงนี้เยอะ

เราทำงานภาพพิมพ์มานานแล้ว บางทีเรารู้สึกเหนื่อย ทำงานภาพพิมพ์ใช้พลังงานค่อนข้างเยอะ หลังจากทำแม่พิมพ์เสร็จต้องอัดอีก ต้องกลิ้งสีลงไปในแม่พิมพ์แล้วมาวาง…ชั้นตอนมันใช้เวลามาก และมันก็มีกลิ่นแล้วก็เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพด้วยหลายๆอย่าง

ผมเป็นคนที่อยากจะพัฒนาและเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมๆที่เคยทำ ถ้าถามว่า concept คืออะไร…มันก็คือสภาพแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องชีวิตของผม แล้วมันก็สะท้อนผ่านออกมาเป็นงานศิลปะ

วันเสาร์อาทิตย์บางทีผมจะเข้าไร่ อยู่ในป่าของตัวเอง แล้วก็ไปอนุรักษ์พันธุ์ไม้ ก็ได้เห็นพันธุ์ไม้หลายอย่างที่กำลังจะสูญพันธุ์ เช่น มะเกลือ จากเพชรบุรี เขาเอาเปลือกของมันไปใช้ทำเป็นเหล้า ซึ่งตอนหลังต้นไม้มันตายหมด บางคนก็ฟันทิ้ง น่าเสียดาย ก็มีหลายๆอย่างเข้ามาในชีวิตเช่นสิ่งเหล่านี้เป็นต้น ซึ่งพอเราทำงานก็ค่อยๆเปลี่ยนจากการใช้สีเคมี แล้วก็ค่อยๆเอาต้นไม้เข้าไปอยู่ในงาน ตอนหลังก็เอาสีเข้าไปอยู่ในงานเลย ก็พัฒนาไปจนพบสีธรรมชาติ

Q: อยากทราบการเลือก material ในการสร้างงาน

YK: ในเมืองไทยมีต้นไม้ มีวัตถุดิบเยอะแยะมากมาย มันขึ้นอยู่กับเราว่า เราต้องการทนทานหรือเราต้องการนำมาเฉพาะสร้างงานเท่านั้น การทำงานด้วยภาพพิมพ์สีธรรมชาติ เราสามารถใช้วัตถุดิบจากพืชจากต้นไม้ได้ทุกชนิด จากผลไม้ก็เคยใช้นะ จากดอกไม้ เมื่อก่อนใช้จากดอก กรรณิการ์ เอาเฉพาะขั่วที่เป็นสีส้มมาใช้ในงาน ดอกตีนเป็นฝรั่ง เป็นดอกไม้ที่น่าสนใจ ก็ทนทานเหมือนกัน ใบไม้ต่างๆ เช่นใบมะม่วงเอามาทำงานได้ ใบจากต้นฟ้าทะลายโจร แม้แต่เปลือกมังคุดเราก็สามารถเอามาทำได้

แรกๆตอนที่ทำงานเนี่ยมันเหมือนกับการทดลอง เอาสีต้นไม้ ดอกไม้ ส่วนของใบ ส่วนล่าง ส่วนดอก เปลือกของต้นไม้ เห็นอะไรที่มันเป็นสีก็เอามาทดลองหมด ช่วงที่เราทดลองเราก็จดบันทึกเป็นข้อมูลว่าเราใช้อะไร ทำเมื่อไหร่ ทดลองสีอะไร เราจุ่ม เราพิมพ์ หรือเพ้นท์อะไรลงไป คืองานผมมันจะเกี่ยวกับการ Oxidation พอโดนอากาศงานก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะเราใช้สีที่มันเป็นธรรมชาติ พอมันโดนแสงก็หายไปบางตัวก็ยังอยู่

ช่วงหลังจะเลือกสีที่ทนทาน แล้วในไร่ผมยังมีต้นไม้อีกหลายต้นที่ยังไม่เคยเอามาทดลอง แรกๆทดลองค่อนข้างเยอะ ช่วงหลังที่ได้ข้อมูลมาจากไร่ก็มี มะเกลือ มะพลับ พวกนี้มันจะทนทาน เดี๋ยวนี้คนตัดต้นไม้ทิ้งไปเยอะ แล้วก็มีขมิ้น แต่ขมิ้นผมไม่ได้ปลูกเอง ไปซื้อมา ขมิ้นเป็นสีที่ผมสกัดขึ้นมาเองด้วยวิธีการหลายแบบกว่าจะได้สีขึ้นมา สุดท้ายผมทำเท่าไหร่ก็ไม่ได้สี คือทุกครั้งผมใช้สีค่อนข้างจะมาก ส่วนมากเป็นสีสดจากพืชที่คั้นมา ขณะที่พืชมันยังไม่แห้ง มันยังสดอยู่ผมก็สามารถนำมาใช้งานได้ งานมันก็จะสดขึ้นไปด้วย ถ้าเราเอาส่วนที่คั้นมาทิ้งไว้อาทิตย์หนึ่งสีมันจะเปลี่ยน เพราะงั้นหากสีมันเปลี่ยนก็จะไม่ได้งานที่มีสีตามซีรีย์ที่เราต้องการ

แล้วอีกชิ้นหนึ่งที่มีความทนทาน (หยิบงานมาให้ดูชิ้นหนึ่ง) นี่ได้มาจาก มะแฟน จากป่าในกาญจนบุรี ไม่น่าเชื่อว่าจากเปลือกของมันที่ไม่มีสีอะไรเลย แต่ในขณะที่เราคั้นแล้วบีบสีออกมามันจะได้สีอดงเหมือนแลกเกอร์ คล้ายๆกับมะพลับผมก็เอามาใช้ในการทำงาน ผมคิดว่าเปลือกไม้หรือรากไม้ที่เรายังไม่ค้นพบแล้วนำมาใช้งานยังมีอีกเยอะ

Q: เมื่อกี้เราพูดถึงการสร้างงานรู้สึกเหมือนมีการทดลองเยอะ เรามีขอบเขตในการทดลองไหม เมื่อเราหยิบวัสดุที่เราจะนำมาผลิตงาน

YK: งานทุกวันนี้ก็ยังเหมือนการทดลองอยู่ เป็นการทดลองเพื่อให้เกิดรูปทรง เพื่อไปตามภาพที่เราคิด อย่างครั้งนี้ที่มีชื่อว่า”ภาพพิมพ์จากป่า” ในการจัดแสดงงานเดี่ยวครั้งที่สองผมใช้ชื่องานว่า “Blossom” ชื่อไทยคือ “ผลิดอก” ตอนนั้นผมใช้ดอกไม้ทุกอย่าง ใช้สีที่หลากหลาย ซึ่งทนบ้างไม่ทนบ้างแต่ผมไม่สนใจ ผมสนแค่ว่ามันเหมือนข้อมูลที่ผมจะเอามาทดลองใช้ในการทำงาน

ส่วนในครั้งนี้ผมใช้คำว่า “พิมพ์จากป่า” ที่ใช้คำนี้คือ นัยหนึ่งคือไร่ของผม ซึ่งปัจจุบันมันไม่ใช่ไร่ หลายๆคนไปที่ไร่ผมแล้วบอกว่า”นี่มันป่า” เพราะที่ไร่ปลูกต้นไม้ใหญ่โตมาก ต้นไม้เต็มไปหมด นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ผมเรียกว่า”พิมพ์จากป่า” อีกส่วนหนึ่งผมก็ได้ข้อมูลที่มาจากป่ากาญจนบุรี อย่าง “คราม” ผมได้มาจากทางภาคอีสาน “ครั่ง”ก็ได้จากทางภาคเหนือ ทุกอย่างมันเกี่ยวข้องกับต้นไม้เกี่ยวข้องกับป่า อีกนัยหนึ่งพ่อผมชื่อ สงวน กุญแจทอง คนที่ไปเที่ยวไร่ผมก็คิดว่าไม่ใช่ไร่ นี่มันคือป่าสงวน พ่อผมอยู่ด้วยก็บอกว่า “ถูกแล้วหละ…นี่ป่าสงวน เพราะผมชื่อสงวน” เป็นป่าที่หมายความว่าป่าของพ่อ เป็นป่าสงวนที่อยู่ทั่วไปตามประเทศไทย ที่เรารักษาไว้

“พิมพ์จากป่า” ผมคิดว่าข้อมูลหลายส่วนมันเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมค่อนข้างจะเยอะ เมื่อปีที่แล้วที่น้ำท่วมผมได้เดินทางไปที่เพชรบุรี แล้วก็ไปอยู่ได้นาน ปกติจะไปเช้าเย็นกลับหรือไปค้างคืนหนึ่งแล้วกลับ แต่คราวนี้อยู่นาน ผมก็ไปสำรวจหาแหล่งต้นไม้ต่างๆอยู่ที่นั่น นอกเหนือจากไร่ของผมก็เห็นว่าต้นไม้ต้นเดียวกันที่เราหามันถูกตัดหายไปเยอะ เราก็เสียดาย สุดท้ายไปหาต้น”มะเกลือ”กับเพื่อนสมัยมัธยม ผลคือเราหาได้แค่ 3 ต้น แต่ต้นไม่มีลูกให้ผมเอามาทำงานได้เลย สุดท้ายก็ไปได้ในไร่ของตัวเอง งานที่ได้จากไร่ตัวเองก็มี มะเกลือ กะเม็ง เป็นต้นไม้เล็กๆ เป็นไม้ล้มลุก เหมือนวัชพืชด้วยซ้ำ คนโบราณเขาใช้สำหรับเมื่อเข้าป่า ถูกมีดบาดหรือเกิดอุบัติเหตุ เลือดไหล เขาจะใช้ใบขยี้แล้วใส่ที่แผล เลือดจะหยุดไหลแผลก็จะแห้ง จริงๆพืชพันธ์ุเมืองไทยมีเยอะมากแล้วก็กำลังจะสูญหายไป

ส่วนหนึ่งผมอยากให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักพันธุ์ไม้ต่างๆที่มันมีคุณค่าในอดีต ปัจจุบันผมคิดว่ามันก็ยังมีคุณค่า ต้นไม้หลายต้นที่ผมเอามาทำงานเนี่ย ส่วนใหญ่ก็อยากให้คนตระหนักถึงสิ่งที่มันยังมีอยู่ แล้วก็กำลังจะหายไป ถ้าเราไม่สนใจ ถ้าเราไม่เอามากระตุ้นให้คนเห็นคุณค่าของมัน ของธรรมชาติเหล่านี้ ซึ่งทุกวันนี้ผมว่ามันกำลังจะสูญพันธุ์ ต้นไม้มันชื่อไทยทั้งนั้น กะเม็ง มะพลับ มะเกลือ มันชื่อไทย ต่อไไปผมว่ามันจะหายไป การใช้ชื่อมันก็จะหายไปด้วย เพราะว่าเราไม่ดูแล คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยรู้จักต้นไม้ นอกจากต้นไม้ที่พื้นแล้ว ผมว่าต้นไม้ที่มีคุณค่าในอดีต ปัจจุบันก็ยังมีคุณค่า มันก็ควรจะเก็บรักษา

Q: อยากให้คนดูที่มาดูเทศกาล “พิมพ์จากป่า” ได้อะไรกลับไปบ้าง

YK: จริงๆงานผมมันอยู่ในวงการแคบๆ ที่รู้จักก็ พวกที่เรียนศิลปะ พวกที่ทำงานภาพพิมพ์ มีศิลปิน คนทำงานศิลปะ ส่วนคนนอกวงการก็น้อยคน งานผมปัจจุบันคนรู้จักเยอะ ผมเป็นศิลปินที่เป็นกึ่งนักอนุรักษ์ ใช้ต้นไม้รักษาสภาพแวดล้อม กระบวนการทำงานศิลปะก็ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม แนวความคิดมันตอบโจทย์ทั้งหมด ทั้งกระบวนการ และการสร้างงาน

คนดูส่วนใหญ่ที่มาดูจะชอบงาน ทดลองสีธรมชาติก่อนพิมพ์จริง ธรรมชาติมันมีสีสัน มันมีสิ่งที่ยังไม่ถูกคนหาที่น่าสนใจ ในอีกมิติหนึ่งคนดูงานผม นอกจาก Image ที่ได้จากการดู ซึ่งบางชิ้นพูดถึงป่า พูดถึงดวงดาว ทุ่งสีทอง อะไรก็แล้วแต่ มันพูดถึงแผ่นดินไทย ผมคิดว่าเมืองไทยเป็นเมืองเกษตกรรมด้วย เราอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้ ป่าไม้ มันเป็นสิ่งหนึ่งที่มีคุณค่าสำหรับเมืองไทย และคนรุ่นใหม่ที่จะต้องดูแล หวังว่าคนที่มาดูงานเขาจะคิดและจินตนาการไปพร้อมกับผลงาน คิดว่าน่าจะกระตุ้นเตือนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมไม่มากก็น้อย และรวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ต่างๆของไทยไม่ให้สูญเปล่า

ถอดบทสัมภาษณ์ โดย : มนศักดิ์ คล่องชัยนันต์ 

หลายๆเพลงของ Fleet foxes ฟังแล้วได้อารมณ์ถวิลหาอดีตมาก โดยเฉพาะความหมายของเพลง Oliver James เพลงนี้( ฟังครั้งแรกปี 2010 ) ซึ่งรู้สึกว่าฟังแล้วมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเพลงที่ Robin Pecknold ขับร้องออกมาและกีตาร์โปร่งเพียงตัวเดียวมาก แต่อารมณ์ถวิลหาอดีตนั้นมันก็ให้ความสวยงามในแบบ “อเมริกันชน” ซึ่งคนรุ่นนี้อาจจะไม่ได้นึกถึงภาพ ลำน้ำใสสะอาดที่กระทบตลิ่ง หรือห้องครัวที่แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเมื่อคนในครอบครัวกำลังทานอาหารเช้า แต่ก่อนที่คนรุ่นนี้จะได้เห็นภาพเหล่านี้ สุดท้ายเมื่อเพลงจบลงควันแห่งอดีตก็ได้ลอยจางหายไปเสียแล้ว

ฟังเพลงนี้ได้ ที่นี่

Grey Imageries
An exhibition of three emerging Chinese artists:
Artists:Hua Peng 
 Wu – Jun yong – Ye Nan 
Curator: Qiu Xunlin

นิทรรศการศิลปะนี้ ในความรู้สึกของผู้เขียนที่ได้ไปชมมา งานทุกงานสะท้อนให้เห็นถึงทัศนะคติในหลายๆด้านของศิลปินทั้งสามคน โดยมีภาพของประวัติศาสตร์และสังคมของจีนในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมสะท้อนออกมาให้เห็น

แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มันนำไปสู่ชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้นละหรือ?

ศิลปินใช้ดินสอถ่าน ซึ่งพวกเขาคุ้นเคยกับมันอย่างดี,Hua Peng สร้างงานสื่อผสม แอนิแมชั่นกับภาพถ่ายเหมือนจริง, ในยุคหลังอุตสาหกรรม เขาใช้กล้องบันทึกภาพสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบคม หลายสิ่งหลายอย่างในอดีตที่ถูกมองข้ามหรือภาพลักษณ์ที่แย่ๆได้ถูกบันทึกไว้ แต่มันก็ยากที่จะบอกได้ว่านั่นเป็นภาพที่แสดงความจริงแท้ออกมา เพราะภาพก็เป็นแค่ตัวแทนของศิลปินเท่านั้นมันยังคลุมเครือ หรือจริงๆแล้วอาจะเป็นเพียงความทรงจำเทียมก็ได้ เวลาได้จัดการให้มันเข้าที่เข้าทางอย่างไม่ประณีประนอม และมันก็กำลังปล่อยให้มนุษย์จมอยู่ในฝันร้ายอย่างมันมีวันสิ้นสุด

ส่วนศิลปินอีกคน Wu junyong ประเด็นที่เขาสนใจคือ “มนุษย์โลหะ และ การเมือง”, การเชื่อมต่อของศิลปะภาพ portrait ระหว่างความจริงและความคิดเพ้อฝัน, การประยุกต์การเล่าเรื่องแบบเชิงอุปมา-สัญลักษณ์,การแสดงออกถึงสิ่งที่ลึกลับด้วยวิธีนำเอาจิตนาการแบบปัจเจกมาใช้ โดยวิธีที่ขี้เล่นแบบเฉพาะ Wu ก็จัดแสดงโลกแห่งจินตนาการของเขาออกมาให้ได้ยล

ศิลปินคนสุดท้าย งานศิลปะของ Ye Nan ได้ปล่อยแสงรัศมีแห่งความชำนิชำนาญออกมา, ความกระตือรือร้น เป็นดังเช่นลำแสงที่ส่องจากที่ไกลทะลุผ่านประตูที่เปิดแง้มอยู่, ซึ่งไม่สามารถค้นหาลำแสงนั้นได้พบ, ผู้ชมต้องการที่จะละจากความดื้อรั้นของสุนทรียภาพ และผจญไปกับการมีส่วนร่วมของสิ่งมีชีวิตสองสิ่งและทัศนียภาพ เพราะฉะนั้น Ye ถูกอุปลักษณ์ให้เป็นกุญแจสำหรับการผจญภัยในครั้งนี้

นิทรรศการนี้ ฉายภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงและการไหลเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตกอย่างรวดเร็วซึ่งมีผลต่อมังกรแห่งเอเชียตัวนี้เป็นอย่างมาก มังกรที่เมื่อมันขยับตัว มันจะมีอิทธิพลต่อประเทศหลายๆประเทศในเอเชีย(อาจจะรวมทั้งโลกด้วยก็ได้) ศิลปินฉายภาพที่หดหู่แต่ก็ดูสวยงาม ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความวุ่นวาย นิทรรศการนี้ให้ภาพหลายๆอย่างของมังกรตัวใหญ่ต่อผู้เขียนได้มาก และนำไปศึกษาเรียนรู้ต่อไปได้

Goddess (Devi) / India / 1960 / Satyajit Ray

บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 1860 ที่เมือง Chandipur ชนบทของเมืองแบงกอล ประเทศอินเดีย Kalikinkar Roy ผู้ซึ่งสูญเสียภรรยาสุดที่รักไป เขาเป็นคนที่เคารพต่อถิ่นเกิด และศรัทธาต่อเทพประจำศาสนาฮินดูนามว่า กาลี ลูกชายของKalikinkar ผู้มีนามว่า Umaprasad ชายหนุ่มที่ต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่ กัลกัตตา ทำให้เขาต้องทิ้งภรรยาผู้อ่อนโยนและแสนดีเอาไว้กับพ่อของเขา ภรรยานามว่าDoyamoyee หรือเรียกสั้นๆว่า Doya ทำหน้าที่ของภรรยาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง มั่นคงต่อสามี ดูแลพ่อสามีได้อย่างดีเยี่ยม และเธอยังเข้ากับคนในครอบครัวทางสามีได้อย่างกลมกลืน หลานของเธอนามว่า Khoka ก็ติดเธอแจยังกับเป็นแม่คนที่สอง ความสัมพันธ์ต่างๆในครอบครัวที่มีอันจะกินเดินต่อไปอย่างราบรื่น ไม่ช้าไม่นานจุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นในชีวิตของ Doya เมื่อมีอยู่คืนหนึ่งพ่อตาของเธอหล่นลงไปในภวังค์แห่งความฝัน ในความฝันนั้น พ่อตาเธอเห็นภาพของเทพกาลีกลับชาติมาเกิด ซึ่งเข้ามาสถิตอยู่ในร่างของตัวเธอนั่นเอง เมื่อพ่อตาเธอตื่นจากภวังค์ขึ้นมา ก็ร้องเรียกหาตัวเธอ และก้มลงกราบแทบเท้าของเธอ

นับจากวันนั้นชีวิตอันราบเรียบของ Doya ก็เปลี่ยนอย่างกับหน้ามือเป็นฝ่าเท้า เธอกลับต้องมานั่งจมจ่อมอยู่ทั้งวันเพื่อให้คนมาบูชาเธอ ทั้งที่ตัวเธอเองนั้นก็ตระหนักดีว่า เธอไม่ใช่เทพ เธอเป็นเพียงมนุษย์ดั่งเช่นคนอื่น เพียงเพราะพ่อตาของเธอฝันเท่านั้น!!

เมื่อสามีของ Doya รู้ข่าวที่ส่งมาถึงเขา เขาก็รีบกลับสู่บ้านเกิดของเขาในทันที เขาแทบจะไม่อยากเชื่อสายตาว่าสิ่งที่เขากำลังเห็นด้วยดวงตาทั้งสองดวงของเขานั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผู้คนมากมายเข้ามาสักการบูชาภรรยาของเขา ทั้งสองได้แต่เพียงสบตากันเท่านั้นUma ได้โต้เถียงกับผู้เป็นพ่ออย่างถึงที่สุด เขากล่าวหาว่าพ่อเขาไม่มีการคิดพิจารณาหรือใช้เหตุผลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เหตุการณ์หนึ่งก็ได้เกิดขึ้น เมื่อมีเด็กชายที่กำลังจะตาย ได้ดื่มน้ำศักดิสิทธิ์ของภรรยาเขา และสามารถลืมตาตื่นขึ้นมาได้จากอาการเจ็บป่วย เหตุการณ์นี้ทำให้ Uma กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จากข่าวที่แตกกระจายไปทั่วทุกหนแห่งทำให้ผู้คนที่เจ็บป่วย หรือมีโรคภัยไข้สากใดๆกว่าร้อยคน ดั้นด้นเดินทางมาเพื่อให้เทพกาลีผู้กลับชาติมาเกิดรักษาอาการป่วย Uma โจมตีประเพณีที่พ่อเขาเชื่อ และพยายามอธิบายเหตุผลต่างๆให้พ่อของเขาฟัง พ่อของเขาไม่เกิดปฏิกิริยาแต่อย่างใด เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าลูกสะใภ้ของเขาคือเทพที่ตนเคารพนับถือ มันคือปาฏิหาริย์อย่างมิต้องสงสัย      

Uma พยายามจะพาภรรยาเขาหลบหนีไปกับเขา แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือภรรยาของเขาเกิดอาการสับสนว่าจริงๆแล้ว เธออาจจะเป็นเทพผู้กลับชาติมาเกิดก็เป็นได้ เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะรักษาเด็กผู้ที่กำลังจะตายให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อย่างไร เธอจึงขอสามีเธอให้พาเธอกลับไป เหตุการณ์สุดท้ายของเรื่องคือหลานชายอันเป็นที่รักเขาเธอกลับป่วยขึ้นมาบ้าง แต่เธอไม่อาจจะรักษาเขาได้ด้วยปาฏิหาริย์ เด็กชายจากไปโดยปราศจากการรักษาทางการแพทย์บนอ้อมแขนของเธอเอง หล่อนจึงเสียสติ และวิ่งออกไปกลางทุ่งหญ้าก่อนจะโดนหมอกกลืนหายไป           

สัตราจิต เรย์ ถ่ายทอดอารมณ์แห่งความศรัทธาออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดมากเวลาที่ตัวละครมีความขัดแย้งกันในเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ที่มันมักจะเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นสังคมใดในโลกนี้ แม้หนังเรื่องนี้จะฉายเมื่อปี 1965 แต่มันทำให้ผู้เขียนนึกถึงสังคมหรือแม้แต่การเมืองในปัจจุบันของประเทศสยามเรานี้ได้                

ฉากเปิดของหนังน่าสนใจมาก ผู้กำกับได้นำเอาภาพ Close up ใบหน้าของเทพกาลีแล้วใช้เทคนิค dissolve ให้เหมือนกับวันเวลาแต่ละยุคแต่ละสมัยที่เปลี่ยนไป นัยของฉากเปิดนั้นเหมือนกับจะแสดงให้เห็นถึงการกลับมาเกิดใหม่ขององค์เทพ ตามโครงเรื่องหลัก และมีอยู่หลายฉากมากที่ผู้เขียนชอบ เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ ภาพแต่ละภาพถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีความหมาย อย่างเช่นฉากในตอนต้นเรื่องที่ Doya ดูแลพ่อของสามี ฉากนี้กำลังบอกว่าสังคมในขณะนั้น ผู้หญิงยังต้องคอยปรนนิบัติเพศชายเยี่ยงทาสอยู่ ในขณะเดียวกันหนังก็ทำให้ผู้เขียนรู้สึกถึงความอ่อนแอ และความเห็นแก่ตัวของเพศชายอย่างชัดเจน Doya เป็นเหมือนตัวแทนความบริสุทธิ์ของเพศแม่อย่างไม่ต้องสงสัย ความอดทนอดกลั้น ความอ่อนโยน ฯลฯ ซึ่งต่างกับเพศชายที่ชอบทำตนเป็นใหญ่ ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ สังคมของอินเดียอย่างที่เรารู้กันคือจะมีการแบ่งชนชั้นออกเป็นหลายชนชั้น ไม่ใช่แม้แต่เรื่องเพศ            

ประเด็นหลักของเรื่องนี้ผู้เขียนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องราวของความเชื่อความศรัทธา และอีโก้ของตัวคน เรามักจะถือตัวเองว่าถูกเสมอไม่ว่าจะเรื่องอะไร ฉากที่พ่อลูกเกิดการโต้แย้งกันเรื่อง Doya ก็แสดงออกอย่างชัดเจนระหว่างความคิดของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า ตอนต้นๆเรื่อง Doya คุยกับ Uma ผู้เป็นสามีว่า เขาไปเรียนภาษาอังกฤษแล้วเขาก็จะได้มีงานดีๆทำ แต่การเรียนมันก็เหมือนสมัยคนรุ่นพ่อ Uma คัดค้านต่อความเห็นนี้ของภรรยาเขา เขายืนยันหนักแน่นว่าการเรียนแบบพ่อเขานั้นมันล้าสมัยไปนานแล้ว การโต้แย้งระหว่างUma กับพ่อเขานั้น พ่อเขาเป็นดั่งตัวแทนของคนรุ่นเก่าที่เชื่อในความคิดของตัวเองอย่างไม่สนใจสิ่งใด หากคิดว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างที่เขาเชื่อมันก็จะเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยน แต่อย่างที่ Uma บอกกับ Doya ไว้ ว่าคนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่านั้น ก็จริงอยู่ที่อาจจะเรียนรู้มาจากตำราเดียวกัน แต่ความคิดของคนในแต่ละยุคแต่ละสมัยย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอน Umaว่ากล่าวพ่อเขาว่าปราศจากการไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผล และก็จริงอย่างที่คนหนุ่มพูด การที่คนเราขาดการไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผลในบางเรื่องมันก็ส่งผลกระทบต่อคนอื่นด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในตอนจบเด็กสาววัย 17 ปีที่แต่งงานมาแล้วสามปี และมีความสุขดีกับสามีผู้ที่มีความรักให้หล่อนอย่างเต็มเปี่ยม ต้องถูกทำร้ายทางจิตใจจนถึงขั้นเสียสติ เหตุเพราะความเชื่อที่ไม่ได้มีการคิดหรือไตร่ตรองที่ดีเลย มันเป็นเพียงความฝันที่ไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่           

ความเชื่อของชาวบ้านทั้งหลายที่แห่แหนกันมาเคารพ Doya นั้น ผู้เขียนรู้สึกด้วยตัวเองว่ามันเป็นดั่งอุปาทานหมู่เท่านั้น เหตุการณ์มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ไม่สามารถลืมตาตื่นขึ้นมาได้เป็นเวลาหนึ่งวันอาจจะเกิดจากการขาดน้ำหรือความหิวโหยของแกก็เป็นได้ และเมื่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลลงสู่ปากและผ่านลำคอลงไป ก็อาจจะทำให้ร่างอันบอบบางนั้นตื่นขึ้นอีกครั้งก็เป็นได้ หากมีคนร้อยคนบอกว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นจริง อย่างนั้นมันก็คงจะต้องเป็นความจริง แต่หากคนส่วนน้อยมองว่ามันไม่เป็นดังเห็น จะมีผู้ได้กล้าบอกละว่าสิ่งที่ทุกคนยอมรับกันนั้นมันไม่ได้เป็นความจริง  ฉากท้ายๆที่ Uma ได้คุยกับอาจารย์เขาเกี่ยวกับปัญหาที่เขาได้พบเจอ มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ที่ผู้เขียนชอบคือ “คุณมีพลังหรือความกล้าพอไหม ที่จะต่อสู้เพื่อความเชื่อของคุณต่อสิ่งที่คุณเห็นว่าเป็นเท็จ”            

ประเด็นสุดท้ายที่ผมได้จากการดูหนังเรื่องนี้ก็คือ สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ได้มากจากเทพองค์ใดดอก มันมาจากความรักที่คนเรามีให้แก่กันเท่านั้นเอง แค่ความรักมันก็เยียวยารักษาคนได้ทุกคน โดยที่ไม่ต้องพึ่งสิ่งมหัศจรรย์ใดๆเลย 

Melegin düsüsü (aka Angel’s fall ) / Semih Kaplanoglu / Turkey / 1995

เรื่องเล่าเกี่ยวกับหญิงสาวผู้หนึ่งผู้มีอาชีพแม่บ้านในโรงแรมแห่งหนึ่ง เธออาศัยอยู่กับพ่อที่อารมณ์แปรปรวนอยู่เสมอ ขี้เหล้าเมายา พฤติกรรมของพ่อเธอ ทำให้ชีวิตของเธอกระอักกระอ่วนเป็นที่สุด ในชีวิตประจำวันเธอแทบจะไม่มีเพื่อนเลย เธอคุยแต่กับเพื่อนชายของเธอคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเขาก็ทำงานที่เดียวกัน ชีวิตของเธอก็ต้องการที่จะเหมือนผู้หญิงคนอื่นทั่วไป

พล็อตเรื่องที่สั้นนิดเดียว และโทนหนังก็ดูราบเรียบจนดูเหมือนหนังจะไม่มีอันใดที่น่าจะให้ติดตาม แต่ความน้อยนิด( Minimal ) และ ความราบเรียบกลับกลายเป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ เมื่อผู้เขียนได้ดูหนังเรื่องนี้จนจบ ก็เกิดความรู้สึกเหมือนกับผู้เขียนได้ย้อนตัวเองกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ว่าหนังเรื่องนี้มันช่างเหมือนเราเสียเหลือเกิน ผู้เขียนถึงกลับจำความรู้สึกถึงความเจ็บปวดเมื่อเห็นคนที่ตัวเองรักต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับนางเอกของเรื่องมิได้

ความราบเรียบที่ผู้เขียนรู้สึกว่ามันเข้ากับหนังเพราะมันได้แสดงออกถึง ความอึดอัด และความเก็บกดที่อยู่ภายใน แล้วบวกกับบทสนทนาอันน้อยนิดของตัวละคร หนังก็สามารถดึงอารมณ์อันกระอักกระอ่วนของออกมาได้และทำให้ผู้เขียนรู้สึกตามไปด้วย ตัวหนังไม่ได้เล่าถึงภูมิหลังของเธอ และไม่ได้บอกว่าแม่ของเธอไปอยู่ที่ใด เธอทนถูกผู้เป็นพ่อลวนลาม ถูกบังคับให้ทำหน้าที่ผู้เป็นแม่โดยอัตโนมัต ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของระบบวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในจิตใจของพ่อเธอ และคงมองเพศหญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกคู่นี้ก็ดูมีระยะห่างกันพอสมควร

เธอขาดการเชื่อมต่อกับชีวิตของเธอเอง เธอไม่สามารถจะดำเนินชีวิตอย่างที่เธอต้องการได้ สิ่งที่อยู่รายรอบตัวเธอก็ช่างดูจะจงใจอยากจะตัดขาดกับเธอ และไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ระหว่างนั้นหนังกลับไปเล่าถึงชายอีกคนหนึ่งผู้ซึ่งเป็นคนเชื่อมต่อกับเธอในท้ายที่สุดและชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป ชายผู้นี้เป็นผู้ที่นางเอกของเรื่องได้ไปเอาเสื้อผ้าของเมียผู้จากไปอย่างกระทันหันของเขา (ชื่ออะไรก็ไม่อาจทราบได้ เพราะฟังภาษาตุรกีไม่เข้าใจ) ชายผู้นี้น่าจะเป็นคนบันทึกเสียง เขาทะเลาะกันกับแฟนของเขา ก่อนจะแก้ไขความบาดหมางนั้น โดยการขึ้นเตียงด้วยกัน แต่ชายผู้มีใบหน้าเศร้าผู้นี้ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน เมื่อแฟนของเขาประสบอุบัติเหตุ (เกิดจากอะไรก็ไม่อาจทราบได้) เขาจึงจมอยู่ในความทุกข์ตรมอย่างแสนสาหัส จนถึงขนาดกินยาฆ่าตัวตาย เมื่อชายผู้มีใบหน้าเศร้าผู้นี้ได้ส่งสิ่งของของแฟนเขาต่อมาที่ตัวเอกของเรื่อง ชีวิตของเธอก็พลิกพันเมื่อเธอเอาชุดสายเดี่ยวสีแดงสด ที่เธอเพิ่งจะได้มา มาสวมใส่ขณะนั่งดูทีวี

จังหวะนั้นพ่อของหล่อนได้กลับเข้าบ้านมาพอดี และเมื่อผู้เป็นพ่อได้เห็นเธอเช่นนั้น ก็เกิดโมโหโทโสขึ้น แม้ว่าเธอจะทำอาหารไปประเคนเขาก็ตาม แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือรอยตบรอยเบ้อเร้อบนใบหน้า และหลังจากวันนั้นเธอจึงต้องทำอะไรซักอย่างกับชีวิตบ้างแล้ว
ฉากสุดท้ายของเรื่อง เป็นฉากที่เธอเพิ่งตื่นนอนมาตอนเช้าที่ห้องของเพื่อนชายของเธอ จากนั้นเธอก็ถอดเสื้อผ้าและเดินไปที่ระเบียงโดยไม่อายฟ้าอายดิน และนั่นก็เป็นกำเนิดของ นางฟ้าผู้ร่วงหล่นลงจากสรวงสวรรค์ ผู้ซึ่งได้หลุดออกจากพันธนาการจากพ่อหัวโบราณของเธอ และ วัฒนธรรมที่คร่ำครึ และเธอก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยตัวของเธอเอง
โดยส่วนตัวด้วยตัวหนังที่มีความเนิบนาบเป็นอย่างมาก และผู้เขียนก็ยังไม่เข้าใจในวัฒนธรรมหรือประเพณีบางอย่างเช่น การสวดมนต์กับเส้นด้าย และเมื่อตอนที่ดูเรื่องนี้ก็ไม่มี subtitle แต่อย่างใด ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เข้าใจในภาษาตุรกีเลย แต่ภาพมันก็เล่าทุกอย่างได้เกือบจะครอบคลุม และผู้เขียนก็มีอารมณ์ร่วมไปกับหนังได้เป็นอย่างดี
Melancholia / Lars von Trier / 2011
เมื่อฉากสุดท้ายของหนังจบลง ความรู้สึกบางอย่างได้ตรึงผู้เขียนไว้กับเก้าอี้เบาะนุ่มๆไม่ให้ไปไหน ความรู้สึกบางอย่างที่ผู้เขียนเองก็ไม่อาจจะนึกหาคำมาอธิบายได้ แน่นอนว่าหนังมันโชว์วิช่วลได้เจ๋งดีมาก(ปรบมือ) แต่ประเด็นของมันก็หนักข้อใช่เล่น ชื่อของ Lars von trier ก็ตีตราประทับหน้าหนังก่อนดูอยู่แล้วว่า ไม่มีคำว่าประณีประณอม
โดยส่วนตัว หนังได้พูดถึงประเด็นทางด้านครอบครัวเสียมากกว่าจะไปให้น้ำหนักของเรื่องโลกแตก โดยดวงดาวที่ชื่อ Melancholia ได้พุ่งโหม่งโลกอันสวยงานที่เรามีชีวิตอยู่ ประเด็นครอบครัวที่ Lars von Trier ได้พูดถึงนั้นคือเรื่องของชีวิตแต่งงาน(ก็มันมีฉากงานแต่งงานนี่เนอะ) ซึ่งตัวหนังได้แสดงการเปรียบเทียบระหว่างสองสาวพี่น้อง ผู้เป็นน้องนั้นได้เข้าพิธีแต่งงาน ส่วนคนพี่มีลูกและสามีเรียบร้อย ส่วนหนังนั้นได้ใช้วิธีเล่าเป็นแบบสองส่วน โดยพาร์ทแรกนั้นเล่าเรื่องของ Justine น้องสาวของ Claire ผู้ซึ่งป่วยเป็นโรคซึมเศร้า (Melancholia จริงๆ) เธอเป็นCopy writer ให้กับบริษัทโฆษณาและกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับ Michael ผู้เป็นเจ้าบ่าว
อาการล่องๆลอยๆของ Justine นั้นเล่นเอาทุกคนในงานแต่งงานหลายคนถึงกับทำตัวไม่ถูก เช่น เดินไปนั่งฉี่อยู่ที่สนามกอล์ฟ หรือ แม้กระทั่งไปได้กันกับเด็กหนุ่มผู้ที่เพิ่งจะถูกดึงเข้ามาทำงานในบริษัทเดียวกับเธอบนพื้นสนามกอล์ฟ ผู้เขียนดูไปก็รู้สึกว่าตัวละคร Justine นี่เบื่อกับชีวิตที่มันเป็นพิธีรีตรอง แต่เธอก็พยายามจะทำตัวเองให้ดูเป็นปกติ เหมือชาวบ้านชาวช่องเขา และเธอก็เป็นคนที่เมื่อถึงจุดสุดท้ายก็ทนต่อไปอีกไม่ไหว จนงานนั้นกร่อยลงไปเลย เมื่อเริ่มจาก หายเข้าไปงีบหลับ และ แช่อยู่ในอ่างน้ำ สุดท้ายเมื่องานจบลง ผู้คนจากไป ก็เหลือแต่ความโดดเดี่ยว ในส่วนของพาร์ทแรกนี้ ผู้เขียนรู้สึกว่าหนังพยายามจเสนอความไร้สาระของชีวิต ที่เริ่มจากสิ่งเล็กๆไล่ไปหาสิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ แต่ตัวละครในพาร์ทแรกนี้ ผู้เขียนรู้สึกว่ามัน Cliche ไปหน่อยนะ ยิ่งตอนก่อนจะจบพาร์ท ยิ่งชัดเจน
มาเริ่มในส่วนที่สองกัน ในส่วนที่สองนั้นหนังเล่าเรื่องของ Claire ผู้ที่เป็นพี่สาว มีสามี และ ลูกตามฉบับครอบครัวในอุดมคติ ดูเหมือนหนังพยายามจะเปรียบเทียบให้เห็นทั้งสองด้าน คนหนึ่งมีชีวิตตามกฏเกณฑ์สังคมทั่วไปที่เขาพึงจะปฏิบัติกัน กับอีกคนที่ป่วยและดูเหมือนจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะ Justine นั้นแทบไม่มีผู้ใดสนใจเธอจริงๆเลย ไล่ตั้งแต่พ่อ แม่ และ แฟนหนุ่มที่เข้าพิธีวิวาห์กับเธอแต่ก็ต้องจากไป นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งก็ได้ที่ทำให้เธอเป็นโรคซึมเศร้า หลังจากพิธีวิวาห์นั้น Claire ก็กลับมาดูแล Justine เธอคอยอาบน้ำ ทำอาหาร พา Justine ไปขี่ม้า และ เป็นภรรยาที่ดีต่อ John สามีของเธอ
Claire ผู้ซึ่งมีความกังวลมากเมื่อ ดาว Melancholia นั้นจะพุ่งมาชนโลก เธอถูกย้ำเตือนจากสามีของเธอ (John) ว่ามันไม่มีทางจะชนโลกได้หรอก มันจะแค่ผ่านโลกของเราไป แต่ดูก็รู้ว่า John ไม่มีความมั่นใจเลย แถมยังเห็นแก่ตัว เมื่อชิงกินยาตายทิ้งลูกและเมียอีก เหตุการณ์กินยาตายนี้ผู้เขียนมองว่า เป็นการหนีความจริงของเพศชาย ที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้นำครอบครัวและจะต้องถูกต้องเสมอ แต่เมื่อตัวเองคิดผิดเรื่องดวงดาวที่จะชนโลกแล้ว จึงชิงหนีความจริงด้วยการกินยาฆ่าตัวตายซะ  และดูเหมือนฉากแรกของหนังนั้น มีอยู่ฉากหนึ่งซึ่งเป็นภาพ Super Slow เป็นภาพที่ Justine สวมชุดเจ้าสาว และ มีรากของเชือกหรือสายอะไรสักอย่างมารัดแขนรัดเท้าเธอไว้ มันทำให้ผู้เขียนนึกถึงหนังในส่วนที่สองนี้ เมื่อ Claire เป็นห่วงทั้งลูกและสามีมาก มันเหมือนมีอะไรคอยดึงรั้งชีวิตของเธอไว้ ยิ่งเมื่อดาวกำลังจะชนโลก ผู้เขียนก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าระหว่าง Justine กับ Claire คนไหนป่วยกันแน่
เพราะดูเหมือน Claire ทำใจไม่ได้เลยเมื่อจะต้องจากโลกใบนี้ไปพร้อมๆกับทุกคน แต่ลูกของเธอนั้นกลับสร้างจินตนาการถึงถ้ำวิเศษที่ Justine แนะนำให้ เมื่อถึงเวลาต้องจากโลก ลูกของ Claire กลับนิ่งงันและรู้สึกปลอดภัย ส่วน Justine นั้นเธอดูปลงตั้งแต่ก่อนดวงดาวจะพุ่งชนโลกเสียอีก เมื่อ Claire ยอมรับแน่นอนแล้วว่าโลกต้องแตกสลาย เธอกลับขอให้ Justine มาดื่ม ไวน์ กับเธอ ในมุมมองของ Justine เธอไม่ได้มองสิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่สวยงามที่ควรจะทำในวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อถึงตอนนี้ก็ดูเหมือน Claire เริ่มจะไม่ปกติซะแล้ว
เมื่อถึงตอนจบของหนัง มันก็ไม่ต้องคาดเดาอะไรให้ยาก เพราะหนังได้เฉลยตอนจบเอาไว้ตั้งแต่เปิดเรื่องอยู่แล้ว ผู้เขียนเคยดูหนังของ Lars von Trier แค่สองเรื่องเท่านั้น และนี่ก็เป็นเรื่องที่สองที่ได้ดู(เรื่องแรก คือ Dogville) ซึ่งก็ยังไม่เคยได้ดูเรื่องที่ถูกพูดถึงซะเยอะนั่นคือเรื่อง Anti Christ แต่เรื่องนี้ก็ยอมรับครับว่าวิช่วลของหนังนั้นเจ๋งจริง และก็ชอบที่ประเด็นครอบครัว ชีวิตแต่งงาน และความอ่อนแอของมนุษย์ แต่ส่วนที่เล่าเรื่องของ Justine ตอนท้ายๆมันน่าเบื่อจำเจไปนิดครับ สรุป ผู้เขียนคิดว่า Lars von Trier ค่อนข้างมองโลกในแง่ร้ายนะ