Goddess – มนุษย์กับความเชื่อ

Goddess (Devi) / India / 1960 / Satyajit Ray

บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 1860 ที่เมือง Chandipur ชนบทของเมืองแบงกอล ประเทศอินเดีย Kalikinkar Roy ผู้ซึ่งสูญเสียภรรยาสุดที่รักไป เขาเป็นคนที่เคารพต่อถิ่นเกิด และศรัทธาต่อเทพประจำศาสนาฮินดูนามว่า กาลี ลูกชายของKalikinkar ผู้มีนามว่า Umaprasad ชายหนุ่มที่ต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่ กัลกัตตา ทำให้เขาต้องทิ้งภรรยาผู้อ่อนโยนและแสนดีเอาไว้กับพ่อของเขา ภรรยานามว่าDoyamoyee หรือเรียกสั้นๆว่า Doya ทำหน้าที่ของภรรยาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง มั่นคงต่อสามี ดูแลพ่อสามีได้อย่างดีเยี่ยม และเธอยังเข้ากับคนในครอบครัวทางสามีได้อย่างกลมกลืน หลานของเธอนามว่า Khoka ก็ติดเธอแจยังกับเป็นแม่คนที่สอง ความสัมพันธ์ต่างๆในครอบครัวที่มีอันจะกินเดินต่อไปอย่างราบรื่น ไม่ช้าไม่นานจุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นในชีวิตของ Doya เมื่อมีอยู่คืนหนึ่งพ่อตาของเธอหล่นลงไปในภวังค์แห่งความฝัน ในความฝันนั้น พ่อตาเธอเห็นภาพของเทพกาลีกลับชาติมาเกิด ซึ่งเข้ามาสถิตอยู่ในร่างของตัวเธอนั่นเอง เมื่อพ่อตาเธอตื่นจากภวังค์ขึ้นมา ก็ร้องเรียกหาตัวเธอ และก้มลงกราบแทบเท้าของเธอ

นับจากวันนั้นชีวิตอันราบเรียบของ Doya ก็เปลี่ยนอย่างกับหน้ามือเป็นฝ่าเท้า เธอกลับต้องมานั่งจมจ่อมอยู่ทั้งวันเพื่อให้คนมาบูชาเธอ ทั้งที่ตัวเธอเองนั้นก็ตระหนักดีว่า เธอไม่ใช่เทพ เธอเป็นเพียงมนุษย์ดั่งเช่นคนอื่น เพียงเพราะพ่อตาของเธอฝันเท่านั้น!!

เมื่อสามีของ Doya รู้ข่าวที่ส่งมาถึงเขา เขาก็รีบกลับสู่บ้านเกิดของเขาในทันที เขาแทบจะไม่อยากเชื่อสายตาว่าสิ่งที่เขากำลังเห็นด้วยดวงตาทั้งสองดวงของเขานั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผู้คนมากมายเข้ามาสักการบูชาภรรยาของเขา ทั้งสองได้แต่เพียงสบตากันเท่านั้นUma ได้โต้เถียงกับผู้เป็นพ่ออย่างถึงที่สุด เขากล่าวหาว่าพ่อเขาไม่มีการคิดพิจารณาหรือใช้เหตุผลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เหตุการณ์หนึ่งก็ได้เกิดขึ้น เมื่อมีเด็กชายที่กำลังจะตาย ได้ดื่มน้ำศักดิสิทธิ์ของภรรยาเขา และสามารถลืมตาตื่นขึ้นมาได้จากอาการเจ็บป่วย เหตุการณ์นี้ทำให้ Uma กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จากข่าวที่แตกกระจายไปทั่วทุกหนแห่งทำให้ผู้คนที่เจ็บป่วย หรือมีโรคภัยไข้สากใดๆกว่าร้อยคน ดั้นด้นเดินทางมาเพื่อให้เทพกาลีผู้กลับชาติมาเกิดรักษาอาการป่วย Uma โจมตีประเพณีที่พ่อเขาเชื่อ และพยายามอธิบายเหตุผลต่างๆให้พ่อของเขาฟัง พ่อของเขาไม่เกิดปฏิกิริยาแต่อย่างใด เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าลูกสะใภ้ของเขาคือเทพที่ตนเคารพนับถือ มันคือปาฏิหาริย์อย่างมิต้องสงสัย      

Uma พยายามจะพาภรรยาเขาหลบหนีไปกับเขา แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือภรรยาของเขาเกิดอาการสับสนว่าจริงๆแล้ว เธออาจจะเป็นเทพผู้กลับชาติมาเกิดก็เป็นได้ เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะรักษาเด็กผู้ที่กำลังจะตายให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อย่างไร เธอจึงขอสามีเธอให้พาเธอกลับไป เหตุการณ์สุดท้ายของเรื่องคือหลานชายอันเป็นที่รักเขาเธอกลับป่วยขึ้นมาบ้าง แต่เธอไม่อาจจะรักษาเขาได้ด้วยปาฏิหาริย์ เด็กชายจากไปโดยปราศจากการรักษาทางการแพทย์บนอ้อมแขนของเธอเอง หล่อนจึงเสียสติ และวิ่งออกไปกลางทุ่งหญ้าก่อนจะโดนหมอกกลืนหายไป           

สัตราจิต เรย์ ถ่ายทอดอารมณ์แห่งความศรัทธาออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดมากเวลาที่ตัวละครมีความขัดแย้งกันในเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ที่มันมักจะเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นสังคมใดในโลกนี้ แม้หนังเรื่องนี้จะฉายเมื่อปี 1965 แต่มันทำให้ผู้เขียนนึกถึงสังคมหรือแม้แต่การเมืองในปัจจุบันของประเทศสยามเรานี้ได้                

ฉากเปิดของหนังน่าสนใจมาก ผู้กำกับได้นำเอาภาพ Close up ใบหน้าของเทพกาลีแล้วใช้เทคนิค dissolve ให้เหมือนกับวันเวลาแต่ละยุคแต่ละสมัยที่เปลี่ยนไป นัยของฉากเปิดนั้นเหมือนกับจะแสดงให้เห็นถึงการกลับมาเกิดใหม่ขององค์เทพ ตามโครงเรื่องหลัก และมีอยู่หลายฉากมากที่ผู้เขียนชอบ เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ ภาพแต่ละภาพถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีความหมาย อย่างเช่นฉากในตอนต้นเรื่องที่ Doya ดูแลพ่อของสามี ฉากนี้กำลังบอกว่าสังคมในขณะนั้น ผู้หญิงยังต้องคอยปรนนิบัติเพศชายเยี่ยงทาสอยู่ ในขณะเดียวกันหนังก็ทำให้ผู้เขียนรู้สึกถึงความอ่อนแอ และความเห็นแก่ตัวของเพศชายอย่างชัดเจน Doya เป็นเหมือนตัวแทนความบริสุทธิ์ของเพศแม่อย่างไม่ต้องสงสัย ความอดทนอดกลั้น ความอ่อนโยน ฯลฯ ซึ่งต่างกับเพศชายที่ชอบทำตนเป็นใหญ่ ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ สังคมของอินเดียอย่างที่เรารู้กันคือจะมีการแบ่งชนชั้นออกเป็นหลายชนชั้น ไม่ใช่แม้แต่เรื่องเพศ            

ประเด็นหลักของเรื่องนี้ผู้เขียนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องราวของความเชื่อความศรัทธา และอีโก้ของตัวคน เรามักจะถือตัวเองว่าถูกเสมอไม่ว่าจะเรื่องอะไร ฉากที่พ่อลูกเกิดการโต้แย้งกันเรื่อง Doya ก็แสดงออกอย่างชัดเจนระหว่างความคิดของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า ตอนต้นๆเรื่อง Doya คุยกับ Uma ผู้เป็นสามีว่า เขาไปเรียนภาษาอังกฤษแล้วเขาก็จะได้มีงานดีๆทำ แต่การเรียนมันก็เหมือนสมัยคนรุ่นพ่อ Uma คัดค้านต่อความเห็นนี้ของภรรยาเขา เขายืนยันหนักแน่นว่าการเรียนแบบพ่อเขานั้นมันล้าสมัยไปนานแล้ว การโต้แย้งระหว่างUma กับพ่อเขานั้น พ่อเขาเป็นดั่งตัวแทนของคนรุ่นเก่าที่เชื่อในความคิดของตัวเองอย่างไม่สนใจสิ่งใด หากคิดว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างที่เขาเชื่อมันก็จะเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยน แต่อย่างที่ Uma บอกกับ Doya ไว้ ว่าคนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่านั้น ก็จริงอยู่ที่อาจจะเรียนรู้มาจากตำราเดียวกัน แต่ความคิดของคนในแต่ละยุคแต่ละสมัยย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอน Umaว่ากล่าวพ่อเขาว่าปราศจากการไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผล และก็จริงอย่างที่คนหนุ่มพูด การที่คนเราขาดการไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผลในบางเรื่องมันก็ส่งผลกระทบต่อคนอื่นด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในตอนจบเด็กสาววัย 17 ปีที่แต่งงานมาแล้วสามปี และมีความสุขดีกับสามีผู้ที่มีความรักให้หล่อนอย่างเต็มเปี่ยม ต้องถูกทำร้ายทางจิตใจจนถึงขั้นเสียสติ เหตุเพราะความเชื่อที่ไม่ได้มีการคิดหรือไตร่ตรองที่ดีเลย มันเป็นเพียงความฝันที่ไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่           

ความเชื่อของชาวบ้านทั้งหลายที่แห่แหนกันมาเคารพ Doya นั้น ผู้เขียนรู้สึกด้วยตัวเองว่ามันเป็นดั่งอุปาทานหมู่เท่านั้น เหตุการณ์มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ไม่สามารถลืมตาตื่นขึ้นมาได้เป็นเวลาหนึ่งวันอาจจะเกิดจากการขาดน้ำหรือความหิวโหยของแกก็เป็นได้ และเมื่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลลงสู่ปากและผ่านลำคอลงไป ก็อาจจะทำให้ร่างอันบอบบางนั้นตื่นขึ้นอีกครั้งก็เป็นได้ หากมีคนร้อยคนบอกว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นจริง อย่างนั้นมันก็คงจะต้องเป็นความจริง แต่หากคนส่วนน้อยมองว่ามันไม่เป็นดังเห็น จะมีผู้ได้กล้าบอกละว่าสิ่งที่ทุกคนยอมรับกันนั้นมันไม่ได้เป็นความจริง  ฉากท้ายๆที่ Uma ได้คุยกับอาจารย์เขาเกี่ยวกับปัญหาที่เขาได้พบเจอ มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ที่ผู้เขียนชอบคือ “คุณมีพลังหรือความกล้าพอไหม ที่จะต่อสู้เพื่อความเชื่อของคุณต่อสิ่งที่คุณเห็นว่าเป็นเท็จ”            

ประเด็นสุดท้ายที่ผมได้จากการดูหนังเรื่องนี้ก็คือ สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ได้มากจากเทพองค์ใดดอก มันมาจากความรักที่คนเรามีให้แก่กันเท่านั้นเอง แค่ความรักมันก็เยียวยารักษาคนได้ทุกคน โดยที่ไม่ต้องพึ่งสิ่งมหัศจรรย์ใดๆเลย 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: