สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยๆ – การเมืองและเรื่องส่วนตัว

สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยๆ (In April the following year,There was a fire) / Wichanon Somunjarn / 2012 / Thailand

หนังเรื่องนี้เหมือนมีเรื่องเล่าอยู่สามส่วน และถูกนำเอามาผสมกันอย่างไม่ปะติดปะต่อ ส่วนที่หนึ่งคือเรื่องเล่าของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินทางกลับบ้านเกิดที่จังหวัดขอนแก่น และจากการที่เขาห่างจากบ้านเกิดเพื่อไปทำงานที่กรุงเทพนั้น มันทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเขากับพ่อ และจากนั้นเขาได้ไปงานแต่งงานของเพื่อนสาว แล้วก็ได้พบกับพี่จอยสาวที่เขาเคยแอบชอบเมื่อตอนเด็กๆ

ส่วนที่สองเป็นบทสัมภาษณ์พ่อของผู้กำกับหนังเรื่องนี้ และพี่ชายของเขา ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นมาแต่อย่างใด เป็นการนั่งคุยถึงเรื่องในอดีตเพื่อจะเอามาทำเป็นหนัง

ส่วนที่สามคือความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกถ่ายทอดขึ้นมาใหม่ นั้นคือเหตุการที่พี่ชายของผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ถุกแมงกระพรุนกัดในตอนเด็ก(ไม่รุ้ว่าใช้คำว่ากัดหรือเปล่า?) จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา

ส่วนประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือหนังสอดแทรกช่วงที่มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2553 ที่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นช่วงที่ชายหนุ่มในเรื่องเล่านั้นเดินทางกลับบ้านเกิด

ทั้งหมดนี้ถูกประกอบรวมเข้าด้วยกันแบบสลับไปสลับมา โดยหนังนั้นจงใจที่จะข้ามพ้นระหว่างเรื่องจริงและเรื่องแต่งพร้อมกับผสมในส่วนของความทรงจำลงไปด้วย โดยฉากหนึ่งที่พี่จอยนั้นกินข้าวกับชายหนุ่มจากนั้นมีเสียงสั่งคัทตามมาด้วยการยื่นสเลทเข้ามา มันเป็นการทำลายเรื่องเล่าลงอย่างสิ้นเชิง โดยเราจะรู้สึกว่า”นี้ฉันดูเรื่องเล่าหรือเรื่องจริงกันแน่”

โครงสร้างของหนังไม่ได้มีจุดจบลงอย่างชััดเจน ซีนที่ชายหนุ่มเดินอยู่บนริมถนนในกรุงเทพตอนเริ่มเรื่องนั้น เหมือนมันถูกย้อนมาอีกทีในตอนจบของหนังขนานไปกับสำนึกรู้ของคนดูว่า พื้นที่ตรงนั้นเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองอะไรขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลงลึกไปกว่านั้น แต่ผู้เขียนก็มีความรู้สึกร่วมค่อนข้างมาก เนื่องด้วยอาจจะเป็นคนที่เกิดในภาคอีสานเหมือนกัน เพราะหนังสะท้อนชีวิตต่างๆของคนในพื้นที่นั้นได้อย่างตรงไปตรงมา แถมหนังยังมีเพลงออกแนวป็อปๆที่ชวนให้พาฝันซึ่งสะท้อนความนึกคิดของคนในพื้นที่ได้อย่างเคลิบเคลิ้ม

แต่ผู้เขียนรู้สึกว่ามันไปเหมือนหนังของ อภิชาติพงศ์ มากๆ และโครงสร้างโดยรวมมันทำให้ผู้เขียนนึกถึงเรื่อง Mirror ของอังเดร์ ทาร์คอฟสกี้ อย่างช่วยไม่ได้เลยจริงๆ นั้นเลยทำให้ผู้เขียนรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่า”ชอบที่สุด”

ส่วนเรื่อง”โพ้นทะเล”หนังสั้นที่ฉายต่อจากเรื่องนี้นั้น ผู้เขียนได้ดูเป็นรอบที่สอง ดังนั้นอยากบอกว่าดูรอบแรกแล้วเกิดการสะเทือนของอารมณ์เล็กน้อยแม้หนังจะดูราบเรียบ แต่รอบสองดูแล้วเฉยๆครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: