Archive

Monthly Archives: November 2012

Mekong hotel / Thailand and Uk / 61m. / 2012 / Apichatpong Weerasethakul

วิญญาณที่ไหลลอยเพื่อทำการสิงสู่ร่างมนุษย์ไปเรื่อย ความจริงกับเรื่องแต่ง เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของเมืองไทย บทสนทนายิบย่อยแต่สามารถทำให้คิดต่อไปยังบริบทอื่นๆได้ ผู้เขียนขอนิยามหนังเรื่องล่าสุดของ “เจ้ย” อภิชาติพงศ์ วีระเศษฐกุล ไว้อย่างกว้างๆเท่านี้ก่อน แน่นอนหากใครเป็นคอหนังของ”เจ้ย” อาจจะคุ้นเคยกับภาษาหนังของเขาเป็นอย่างดี แต่หากใครไม่เคยลิ้มรสมาก่อน อาจจะบอกว่ารสชาติมันออกจะเพี้ยนๆอยู่บ้าง

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่อธิบายให้ออกมาอย่างชัดเจนได้อย่างค่อนข้างยาก เริ่มฉากแรกขึ้นมาเราจะเห็นผู้กำกับและเพื่อนของเขาที่กำลังนั่งเล่นกีตาร์อยู่ และเสียงกีตาร์นั้นก็ลอยอวลอยู่ในหนังเกือบทั้งเรื่อง หนังใช้ลองเทคบ่อยมากมันทำให้เราสามารถจ้องมองและสังเกตุบรรยากาศของหนังได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ภาพ landscape ของริมน้ำโขง บวกกับเรื่องเล่าในขณะที่มีเหตุการณ์น้ำท่วมอยู่ที่กรุงเทพ มันทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าพื้นที่ที่เราเห็นในหนังกับกรุงเทพ มันช่างห่างไกลกันเสียเหลือเกิน หนังดูเนิบนาบพร้อมกับการไหลไปของบทสนทนาของตัวละคร แม่น้ำ และเสียงกีตาร์ เสียงเพลงที่คลออยู่ตลอดทั้งเรื่องเปรียบเหมือนสายน้ำของแม่น้ำโขงที่ไหลไปตามกาล และด้วยเสียงกีตาร์ที่คลออยู่ตลอดนี้ ผู้เขียนรู้สึกว่าเหมือนหนังจงใจจะให้คนดูเกิดอาการกึ่งหลับกึ่งตื่น และตกอยู่ในผวังค์ของความฝัน เรื่องนี้ผู้เขียนรู้สึกว่าบทสนทนาที่ดูเหมือนมันจะเป็นคำพูดธรรมดาสามัญ แต่กลับสะท้อนบริบทหลายๆอย่างของสังคมไทยที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น(หรืออาจจะมีมานานแล้ว) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเสด็จไปเยี่ยมชมที่ต่างๆของราชนิกูล บางคนของเมืองไทย หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ระหว่างไทยกับลาวในตอนที่มีคนอพยพจากฝั่งลาวมาไทย

ส่วนฉากที่เป็นผีปอบนั้นถูกตัดสลับเข้ามาเหมือนกับจะเป็นเรื่องเล่าส่วนหนึ่งที่มันเกี่ยวกับเรื่องของการไหลเวียนและการสิงสู่ของดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่หลายๆชาติ โต้ง นักแสดงประจำของผู้กำกับนั้น ดูเหมือนว่าวิญญาณของเขาที่สามารถระลึกและจำตัวเองได้ว่าเป็นคนญี่ปุ่นชื่อ มาซาโตะ(ถ้าจำไม่ผิดนะ) ส่วน ฝน นักแสดงอีกคนเป็นวิญญาณที่จะตามรักผู้ชายของเขาไม่ว่าชาติต่อๆไปเขาจะไปเกิดเป็นอะไรหรือที่ไหนของโลกก็ตาม ส่วนแม่ของ ฝน นั่นก็คือป้าเจน ซึ่งก็สารภาพผิดกับลูกตัวเองที่ไม่ได้บอกกับลูกว่าตัวเองเป็นปอบ

ตัวหนังราบเรียบมากแต่ก็มีเหตุการณ์หรือคำพูดให้ได้คบคิดได้เหมือนกัน บางทีตัวบทที่เราได้เห็นได้ยินมันอาจจะมีตัวบทย่อยๆทยอยออกมาอีกมากมาย และหลังจากดูจบอาจจะทำให้เราต้องกลับมาค้นหาตัวบทอื่นๆต่อไปอีกซึ่งเข้าขั้นเป็น Hypertext เลยทีเดียว ซึ่งยากมากๆที่จะมีหนังสักเรื่องที่ทำให้เราอยากจะไปค้นหาเรื่องอื่นๆต่อ นอกจากบริบทของหนังแล้ว กลับมาดูที่ตัวงานด้านอื่นต่อ ผู้เขียนรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ถูกลดทอนให้ดูเล็กที่สุด และดูเหมือนจะเป็นหนังที่มีแต่เหตุการณ์ธรรมดาๆในชีวิตประจำวันเสียด้วยซ้ำ แต่เนื่องด้วยแม่น้ำสายนี้มีเรื่องเล่าเยอะแยะมากมาย ทั้งเรื่องของสัตว์ที่ไม่ธรรมดาอาศัยอยู่ในแม่น้ำ พญานาค ฯลฯ มันทำให้หนังมีพลังบางอย่างที่ไม่สามารถบอกออกมาเป็นคำพูดได้ อาจจะเพราะผู้เขียนมีประสบการณ์ร่วมกับพื้นที่แห่งนี้(ไปเที่ยวบ่อยมาก) ทำให้หนังดูมีพลังพิเศษแต่ก็ฉาบเคลือบไปด้วยความธรรมดาสามัญ

หนังจบลงด้วยฉากคนเล่นมอร์เตอร์สกีที่แม่น้ำโขงและเราจะเห็นสะพานข้ามแม่น้ำซึ่งเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยและลาว คลอไปกับเสียงกีตาร์(ซึ่งฉากจบเป็นลองเทค) มันเหมือนกับว่าแม่น้ำสายนี้ยังคงไหลไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม มนุษย์ และ ดวงวิญญาณ

เขียนตั้งแต่เมื่อวันที่  12 มิถุนายน 2555* 

1. Old dog/ China / 2011 / Digital beta / A film by Pema Tseden

เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวหนึ่งที่มีลูกชาย พ่อ และ ลูกสะใภ้ ครอบครัวนี้เลี้ยงหมาพันธ์ุ มาสตีฟไว้ที่บ้านกลางทุ่งโล่งอันกว้างขวางตามภูมิทัศน์ของทิเบต หนังเริ่มด้วยลูกชายเอาหมาไปขายโดยไม่บอกพ่อของตนเอง ก่อนจะเมากลับบ้าน
รุ่งเช้าพ่อมาถามหาหมา ลูกชายก็สารภาพตามตรง พ่อเขาขอเงินที่ได้จากการขายหมามาจากลูก จากนั้นก็ไปเอาหมาตัวนั้นกลับมา
เนื่องจากหลังๆมานี้หมาพันธุ์นี้ค่อนข้างจะมีราคาแพงและเป็นที่ต้องการจากคนในเมืองเป็นจำนวนมาก แต่แม้จะมีคนให้ราคาดีเท่าไหร่ ผู้เป็นพ่อก็ไม่ยอมขายหมาแสนรักไป จนเมื่อเกิดเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น ชายชราจึงตัดสินใจทำให้มันจบลงอย่างแสนเจ็บปวด
หนังสะท้อนถึงความขัดแย้งของสังคมทิเบตในปัจจุบันอย่างชัดเจน รวมถึงกิเลสของคน ไม่ว่าจะอยู่ชนชั้นใดของสังคม
เมื่อหนังจบลงมีเสียงปรบมือเล็กน้อย
2.  Mitsuko Delivers / Japan / 2011 / HD / A film by Yuya Ishii
ผู้กำกับหนุ่มวัย 29 ปี ถ่ายทอดเรื่องราวของ Mitsuko หญิงผู้ซึ่งตั้งท้องกับแฟนคนต่างชาติ ก่อนที่เธอจะถูกทิ้ง เธอกลับมาใช้ชีวิตในโตเกียว โดยไม่ให้พ่อและแม่เธอรู้ว่ากลับมาแล้ว เธอไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องและในขณะเดียวกันท้องเธอก็อุ้มลูกมาแล้วถึง 9 เดือน เธอจึงกลับไปหาคุณยายที่เธอรู้จักในวัยเด็กและเจอชายหนุ่มผู้หลงรักเธอมาเป็นเวลา 15 ปี
หนังเฟมินิสส์เรื่องนี้ถูกเล่าออกมาแบบสนุกสนาน แม้พล็อตมันจะดูดราม่าก็เถอะ ตัวละครอย่าง Mitsuko เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมาก เข้มแข็ง มุ่งมั่น อ่อนไหวง่าย และชอบความ Cool !
หนังมีกลิ่นอายของคำสอนทางศาสนาพุทธนิกาย “เซน” ที่ผู้เขียนเคยอ่านเจอแบบผ่านๆ จากคำพูดของ Mitsuko ที่ว่า “เมื่อสายลมเปลี่ยนทิศ ก็ได้เวลาเดินหน้าต่อไป”(ไม่รู้ว่าจำผิดหรือเปล่านะ แต่มันประมาณนี้แหละ) ชีวิตของเธอขึ้นอยู่กลับสายลม เหมือนกับชีวิตคนที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ บางทีก็ไม่รู้ว่จะไปในทิศทางใด ก็เพียงแต่ให้มันไหลไปตามธรรมชาติของมันเท่านั้นเอง
ผู้เขียนชอบฉากจบของเรื่องนี้ เพราะมันแสดงถึงการเกิดใหม่ของสิ่งมีชีวิต การเริ่มต้นใหม่ การเดินทางใหม่ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน แม้ตัวละครเกือบทั้งหมดจะมีปัญหาหลากหลายแตกต่างกันไป แต่มีเพียง Mitsuko เท่านั้นที่ไม่เคยทุกข์เลย เพราะเธอปล่อยชีวิตเธอไปตามธรรมชาติ ไหลล่องลอยไปตามสายลมและก้อนเมฆเล็กๆของเธอ
Thai Short Film Panorama 
 
1. มรกต (Emerald) / Thailand-Japan / 2007 / 11 min / Apichatpong Weerasethakul
วิดีโออาร์ตตัวนี้เล่าถึงความทรงจำของนักแสดงขาประจำสามคนของ อภิชาติพงศ์ ที่รำลึกผ่านบทกวี ความรักวัยรุ่นของป้าเจน ผู้เขียนรู้สึกว่าวิดีโอตัวนี้มุ่งเน้นไปที่ Perception ของผู้ชมเป็นอย่างมาก เศษซากที่ดูเหมือนขนนก หรืออาจจะเป็นดวงดาวที่ ลอยอยู่ในโรงแรมเก่าๆที่ชื่อ “มรกต” นั้นอาจจะเป็นพลังงานหรือเศษซากของความทรงจำที่ลอยอยู่ของนักแสดงทั้งสามคน หรือ ของพื้นที่(โรงแรมย่านเพชรบุรี) หรือของผู้ที่ได้รับชม เพราะมันมีพื้นที่ที่เหลือไว้ให้เราได้ระลึกถึงความทรงจำของตัวเราได้ด้วยเช่นกัน
2. นิพพาน (Nirvana) / Thailand / 2008 / 17 min / Sivadol Ratee
คนตาบอดอยากบวชเป็นพระ แต่พระไม่เห็นด้วย เลยเกิดการวิวาทะกัน นั่นคือข้อดีของหนังเพราะผู้เขียนมองว่าพระก็ควรจะสามารถมาถกเรื่องราวต่างๆในชีวิตของมนุษย์ได้เช่นกัน มิใช่อยู่แต่บนหิ้ง
3. ฉันฝัน (I dreamed a dream) / Thailand / 2012 / 10 min / Chookiat Sakveerakul
เรื่องเริ่มต้นจากการ Confession ของพิชญ์ นักแสดงเรื่อง”รักแห่งสยาม” เพราะเขากำลังจะบวชเพื่อจะละทิ้งความเศร้าเสียใจและเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขาได้ยินเสียงของคนขอความช่วยเหลือ แต่เขาก็เพิกเฉยต่อมัน จนมารู้อีกทีว่าคนนั้นจมน้ำตายแล้ว
หนังออกไปทางหนังผีหรือไม่ก็เกี่ยวกับวิญญาณ โดยส่วนของการ Confession นั้นตัวละครดูเศร้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมาก แต่กลับมีกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มที่มองเรื่องเดียวกันเป็นเรื่องสนุกสนาน
4. ในสวน (In the farm) / Thailand / 2012 / 15 min / Uruphong Raksasad
เป็นหนังที่ผู้เขียนรู้สึกมีความรู้สึกร่วมด้วยมากที่สุด หนังถ่ายทอดธรรมชาติออกมาได้อย่างงดงาม รู้สึกได้ว่า ต้นไม้ ใบหญ้า แมลง แสงแดด มันเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราทุกเมื่อเชื่อวัน โดยหนังเล่าผ่านตัวละครแม่กับลูกที่มีบทสนทนาธรรมดาๆเกี่ยวกับเรื่องการใช้ยาฆ่าหญ้าและแมลงที่ทั้งคู่เห็นต่างกัน
5. แสงเย็น (Sang-Yen) / Thailand / 2012 / 17 min / Sivaroj Kongsakul
หนังเล่าเรื่องชายหนุ่มผู้ที่กำลังคิดจะแต่งงาน และ คิดจะบวช หนังเล่าถึงตอนที่เขาอยู่บ้านนั่งกินข้าวกับแม่และน้องสาว น้องสาวต้องการจะเช่าที่ขายของและต้องการเงิน ส่วน แม่ก็รอลูกบวชให้ หนังฉายภาพบรรยากาศเรียบๆธรรมดาๆอยู่ที่บ้านดูสงบๆ เรื่องนี้น่าจะเป็นความทรงจำในชีวิตของผู้กำกับ

The music room (Jalsaghar) / Satyajit Ray / 1958 / India

หนังดราม่าชั้นดีเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับชายผู้มีฐานะดี เป็นบุคคลชั้นสูงและมีหน้ามีตาในสังคม หลงใหลในการฟังเพลงเหนือทุกสิ่ง แต่เขากลับดูแลครอบครัวของตัวเองไม่ได้ เขายึดติดกับเสียงเพลงและอำนาจจากเงินตรา ที่คิดว่าตนเองมีเกียรติและยิ่งใหญ่เหนือผู้อื่น

หนังอุดมไปด้วยเสียงเพลง พาเราดื่มด่ำไปกับบทเพลงที่ตัวละครนั้นหลงไหล จนเขาไม่โฟกัสในส่วนอื่นๆของชีวิตเลย เขาตามใจลูกชายตัวเอง ปล่อยปะละเลยความรู้สึกของผู้เป็นภรรยาที่สำคัญคือเขาตามใจตัวเองจนเกินไป
และเมื่อจุดเปลี่ยนของเรื่องมาถึง (ซึ่งมันเกิดจากตัวเขาเองด้วยส่วนหนึ่ง) ทำให้ภรรยาและลูกชายจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาหมดอาลัยตายอยาก และไม่คิดจะฟังเพลงที่เขาเคยหลงใหลอีกต่อไป ปล่อยให้ห้องมหรสพนั้นว่างเปล่าไร้เสียงเพลง เงินทองที่ใช้ไปกับการจ้างนักร้องก็หมดลงอย่างรวดเร็ว แต่อัตตาในตัวเขายังคงสูงส่งไม่เสื่อมคลาย มันยังคงถูกเก็บไว้ในซอกหลืบในจิตใจของเขา ซึ่งในที่สุดมันนำมาซึ่งจุดจบของตัวเขาเอง

ซีเคว้นท์สุดท้ายของหนังเรื่องนี้สะเทือนผู้เขียนมาก เขาผู้ซึ่งไม่เคยแม้แต่จะคิดถึงจุดจบของงานรื่นเริง เขาสามารถรักษาเกียรติยศหน้าตาของตัวเองได้ในตอนท้าย แต่เมื่อทุกอย่างเริ่มจบลง แล้วไอ้ความมีหน้ามีตามันสำคัญเยี่ยงใด

ผู้เขียนชอบบทพูดของทาสในตอนท้ายๆของเรื่องนี้มาก เมื่อเขาพบว่าเจ้านายของเขามีอาการหวาดวิตกต่อการที่เทียนในห้องมหรสพนั้นกำลังมอดดับลงทีละเล่มๆ “เจ้านาย….เทียนมันต้องดับลงเป็นของธรรมดาอยู่แล้ว”
แต่บางคนอาจจะไม่ตระหนักได้ว่าชีวิตทุกคนมันต้องจบลงเช่นนี้แหละ แม้ว่ารอบๆตัวจะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการ แต่ทุกสิ่งไม่มีอะไรอยู่ยั่งยืนยง

ชายในเรื่องนี้ยึดติดอยู่กับตัวเอง เหมือนตัวเองเป็นศูนย์กลางทั้งหมดของจักรวาล ซึ่งเราจะเห็นได้จากฉากที่เขาแต่งตัวอย่างโก้หรู และยืนส่องมองดูตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ในห้องมหรสพ มันคือการหลงในตัวตนของตัวเอง แถมยังสะท้อนอีโก้ของตนเองอีกด้วย และฉากที่เขาพึงพอใจต่อการหักหน้าเพื่อนบ้านของเขาได้ เขาถึงประกาศต่อหน้ารูปภาพบรรพบุรุษของเขา และขอดื่มให้กับสายเลือดอันยิ่งใหญ่ของเขา!!

Satyajit Ray ถ่ายทอดเรื่องราวง่ายๆของชีวิตคนได้ออกมาอย่างลุ่มลึก และน่าสนใจอย่างยิ่ง ผู้เขียนยังคงติดตราตตรึงใจกับผลงานของผู้กำกับผู้นี้อย่างมิเสื่อมคลาย