Archive

Monthly Archives: July 2013

Image

ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง (Boundary) / Thailand / 2013 / Nontawat Numbenchapol

ผมเคยอ่านหนังสือจากที่ไหนก็จำไม่ได้แล้ว แต่ที่จำได้คือมีประโยคหนึ่งในหนังสือเล่มนั้นเขียนเอาไว้ว่า “พรหมแดนเป็นสิ่งที่ถูกขีดขึ้นมาในจิตใจของคน” ผมไม่รู้ว่าพรหมแดนนั้นมันหมายถึงเขตแดนของประเทศชาติ หรือ พรหมแดนในเรื่องของการแบ่งชั้นวรรณะ หรือพรหมแดนของสิ่งใดก็ตามที่ตัวผมอาจจะนึกไม่ถึงก็ได้ ไอ้คำว่า Boundary ที่แปลว่าเขตแดนเนี่ยมันถูกสร้างขึ้นมาจากยุคสมัยใดผมก็ไม่อาจจะทราบได้ อาจจะเริ่มตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมมั้ง หรืออาจจะเป็นยุคที่เริ่มรวมชาติก็อาจจะเป็นได้ ซึ่งมรดกที่ตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันนีี้มันคือสิ่งที่ฝังอยู่จิตใต้สำนึกเรา (ผมหมายถึงเขตแดนทางกายภาพนะ ซึ่งจริงๆมันอาจจะมีผลจากการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศเราด้วย) ที่ถูกปลูกฝังในเรื่องของ ชาติ ศาสนา สถาบันกษัตริย์ มันทำให้ form ของ Nationalism ก่อร่างสร้างตัวขึ้นทีละนิดตามกาลเวลา

หนังสารคดีเรื่องนี้ทำให้ผมอยากกลับไปอ่านหนังสือของ อ.เบน แอนเดอร์สัน ที่มีชื่อว่า “ชุมชนจินตกรรม (Imagined communities)”อีกครั้งหนึ่ง เพราะผมคิดว่าเรื่องเขตแดนเนี่ย(ไม่ว่าจะทางกายภาพหรือทางนามธรรมก็ตาม) มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับคำว่า Nationalism เป็นอย่างมาก ส่วนตัวคิดว่าไอ้คำว่าชาตินิยมมันเป็นตัวก่อให้เกิดความเกลียดชังขึ้นในสังคม (โดยส่วนตัวผมคิดว่าในโลกนี้ไม่มีความสามัคคีหรอกนะครับแหะๆๆ) ซึ่งมีหลายๆเหตุการณ์นะครับที่มีการฆ่าฟันกัน ตายกันเป็นเบือ เช่นสงครามชาติพันธุ์ต่างๆ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ว่าจะหมดลงแต่อย่างใด

ที่กล่าวไปข้างต้นนี่คือมุมมองของผมที่มีต่อเรื่อง Boundary(ไม่ใช่ตัวหนังนะครับ) อาจจะเขียนแบบไม่ได้ลงลึกมากนะครับ แต่เป็นมุมมองส่วนตัวครับ เอ่าเรามาเข้าเรื่องของตัวหนังกันเลยดีกว่า เริ่มจากประเด็นของเรื่องที่คงไม่ต้องมีอะไรพูดกันมากสำหรับ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ซึ่งเรื่องเริ่มด้วยการตามนายทหารปลดประจำการที่ชื่อว่า “อ๊อด” ตัวผู้กำกับเองได้สนทนากับเขาจนเกิดแรงบันดาลใจที่จะตามไปดูชีวิตและมุมมองของเขาซึ่งผ่านช่วงเวลาและพื้นที่แห่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยตั้งแต่ไปประจำการที่ชายแดนภาคใต้ การสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2553 จนมาถึง ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชา ตัวหนังในครึ่งแรกนั้นดูโฟกัสไปที่การใช้ชีวิตประจำวันของ “อ๊อด” ในขณะเดียวกันก็มีมุมมองของตัวผู้กำกับผ่านการบรรยาย Text ตัวหนังสือต่อเหตุการณ์ต่างๆตาม Timeline ของเรื่อง ซึ่งความรู้สึกของผมคือ หนังถูกพรรณาได้ดี (Portray) โดยเฉพาะซีนที่ครอบครัวของอ๊อดไปจับกบจับจิ้งหรีดและเสียงบรรยายเป็นเสียงที่อ๊อดพูดถึงเหตุการณ์ในวันที่เขาต้องไปสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยส่วนตัวผมชอบซีนนี้มาก

ก่อนจะเข้าสู่ครึ่งหลัง เรื่องดำเนินมาถึงช่วงที่พาคนดูไปเจอผู้คนในพื้นที่และเราได้ฟังความเห็นของทั้งชาวบ้านผู้เสียหาย ชาวบ้านผู้ทำมาหากิน ผู้ที่โดนลูกหลงจากการปะทะกัน และ ฝ่ายทหารของฝั่งไทย จากนั้นทั้งตัวผู้กำกับและหนังก็พาเราเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของหนัง….

ในช่วงครึ่งหลังของหนังผมคิดว่ามันเป็นมุมมองของผู้กำกับแทบจะ pure มากๆ ตั้งแต่คนในหมู่บ้านของฝั่งกัมพูชาที่่ด่าทอฝั่งไทย เรื่องของหลักเขตแดนที่ถูกเคลื่อนย้าย และไปสิ้นสุดที่ตัวปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งผู้กำกับถ่ายภาพเขาพระวิหารออกมาได้เหมือนกับวัตถุจากนอกโลกเหลือเกิน พอพูดถึงงานภาพแล้ว ถือว่าผมชอบมากในแง่ที่ว่า ภาพมันไม่ได้ไปกระตุ้นให้คนดูเกิด Emotional อะไรมาก เหมือนทั้งตัวผู้กำกับและคนดูต่างเป็นผู้เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ห่างๆ

แม้จะมีหลายๆอย่างที่ชอบ แต่ผมรู้สึกว่ามันมีเรื่องโครงสร้างของหนังที่มันดูเรียบรื่นไป แม้เพลงจะมีส่วนในการขับเคลื่อนบ้าง ผมรู้สึกว่าช็อตสุดท้ายที่เป็นภาพ Top shot ซึ่งเราจะเห็นพื้นที่โดยรอบของตัวเขา มันถูกตัดจบเร็วไป ผมมองว่ามันเป็นช็อตที่ดีมากในการใช้ปิดเรื่องเพราะภาพกว้างและเห็นทั้งหมดนั้นมันทำให้ผมลืมพื้นที่นั้นจากจิตสำนึกผมไป ผมไม่รู้ว่ามันคือประเทศอะไรหรือมันคือวัตถุอะไร แล้วคนเรามันมาฆ่ามาแกงกันเพื่อแย่งพื้นที่นี้กันทำไม หากภาพมันถูกปล่อยไปอีกซักนิดมันจะดึงอารมณ์ผมได้อยู่มากๆ มันจะปล่อยความคิดของผมไปจนสุดทีเดียว

สุดท้ายแล้วผมขอชื่นชมในเรื่องของความไม่เป็นกลางของตัวหนัง ผมรู้สึกเรื่องนี้ไม่ได้พยายามทำตัวเป็นกลางอะไร มันคือมุมมองของผู้กำกับต่อสังคมต่อการเมืองในประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ผมไม่รู้ว่าผู้กำกับตั้งใจให้มันเป็นกลางไหม ซึ่งส่วนตัวผมก็เห็นว่าไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรแบบนั้นเลย และสุดท้ายจริงๆคือผู้กำกับพรรณาวิธีชีวิตคนในพื้นที่ออกมาได้สมจริงเป็นที่สุด…

มนศักดิ์ คล่องชัยนันต์  22 กรกฏาคม 2556

Image

ก่อนความหมายจะหายลับ / สมุด ทีทรรศน์ / Gloompim

เรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องในหนังสือเล็กๆเล่มนี้ทำหน้าที่มากกว่าเรื่องเล่าทั่วๆไป แต่หากจะบอกว่าเรื่องสั้นทั้ง 8 ไม่มีเรื่องเล่าเลยก็คงจะกล่าวอย่างนั้นไม่ได้ แต่ตัวโครงเรื่องดูจะไม่ปะติดปะต่อกันเท่าใดนัก มันเหมือนมีเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่าอยู่อีกทีหนึ่ง และ ผู้เขียนดูจะจับตัวบท(Text) ของแต่ละเรื่องได้ยากอีกด้วย

เมื่ออ่านนอกตัวบท ดูเหมือนจะมีเรื่องความเชื่อที่ฝังรากอยู่ของสังคมไทย นั่นคือเรื่องของภูตผีและวิญญาณ ดูเหมือนว่าผู้ประพันธ์จะทำให้ตัวละครในเรื่องเป็นเพียงสัตว์จำพวกหนึ่ง และทั้งหมดก็เดินวนอยู่ในวังวนแห่งกรรมร่วมกัน

“ความตาย” เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ผู้ประพันธ์ ไม่รู้ว่าตั้งใจจะให้คนอ่านหรือตัวละครของเขาตระหนักถึงความเป็นจริงในวาระสุดท้ายของชีวิตกันแน่ ในบทสุดท้ายที่มีชื่อว่า “พบ” ดูเหมือนผู้ประพันธ์จะให้คนอ่านพบกับความงดงามผ่านสัจจะธรรมของโลกที่ประกอบด้วยธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตทุกสรรพสิ่ง

เรื่องทุกเรื่องดูเหมือนจะเชื่อมโยงเข้าหากัน แต่ในอีกทางมันก็ไม่ได้เชื่อมโยงเข้าหากันเลย และดูเหมือนอยู่กันคนละภพคนละชาติ หรือถ้าจะพูดอีกแง่หนึ่งมันเหมือนเรื่องทั้งแปดมีความเชื่อมโยงกันในแง่ของจิตวิญญาณที่ถูกร่วมจากแปดส่วนเข้าหากันมากกว่า

มนุษย์เราก็เหมือนกับสัตว์อื่นๆ มีภาษาที่สื่อสารเข้าใจกันเอง มีวัฒนธรรมและประเพณีเป็นของตนเอง มีจิตวิญญาณและร่างกายที่ไม่ได้ต่างกันเลย

*แก้ไขจากบันทึกเมื่อ 14 พฤษภาคม 2556