Archive

Monthly Archives: September 2013

Image

ตั้งวง (Tang wong) /คงเดช จาตุรันต์รัศมี / 2013 / Thailand

หนังเรื่องล่าสุดที่มีฉากหลังเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมในปี 2553 ที่ผู้เขียนได้ชมคือเรื่อง สิ้นเมษาฯฝนตกมาปรอยๆ และในคราวนี้ผู้เขียนได้เห็นในหนังเรื่องล่าสุดของคงเดช ซึ่งในหนังนั้นได้เล่าคู่ไปกับการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นไทยของผู้กำกับ

ในความเห็นของผู้เขียนต่อหนังเรื่องนี้คือ หนังมีโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้นมากกว่าเรื่องที่แล้ว(แต่เพียงผู้เดียว) การเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่เป็นเด็กนักเรียนมัธยม ในขณะที่พวกเขายังมีคำถามต่อหลายๆสิ่งในสังคมที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ หรือพูดสั้นๆคือมันเป็นวัยเปลี่ยนผ่านของพวกเขา

Characteristic ของตัวละครแต่ละตัวนั้นชัดเจนและมีความน่าสนใจ และส่งผลต่อหนังเป็นอย่างมาก เช่นตัวละครที่ชื่อ best ที่แม้เขาจะดูเป็นเด็กหัวรุ่นใหม่ไม่ใคร่ที่จะเชื่อในเรื่องรำแก้บนเท่าใดนัก แต่สุดท้ายเขาก็จบลงที่ความจำยอม ด้วยเพราะไม่อยากให้ชีวิตของเขาเจอแต่เรื่องไม่สบายใจ (เรื่องเมย์กับพ่อของเขาที่ออกไปร่วมกับกลุ่มชุมนุม-อันนี้ผู้เขียนตีความเอาเอง) เอ็ม เด็กหนุ่มที่ชอบเต้น Cover dance เกาหลีเจอกับโจทย์ชีวิตของเขาระหว่างความเป็นจริงกับความใฝ่ฝันของตัวเอง เจย์ เด็กหนุ่มติดเกมส์และคลั่งไคล้การ์ตูนญี่ปุ่น ตัวเจย์นี่ในความคิดของผู้เขียนแล้วเป็นตัวละครที่สะท้อนถึงกลุ่มชนชั้นกลางของสังคมอย่างเห็นได้ชัด(แต่เขาอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้) เป็นเด็กมีอันจะกินคนหนึ่ง อีกด้านเขาก็สะท้อนตัวตนของเขาออกมาให้เราได้เห็น ยิ่งใน Scene ตอนสุดท้ายขณะรำที่เขาบังคับให้พี่ นัฐ ผู้ที่สอนทุกคนรำ ให้เธอรำต่อไปและตะโกนออกมาว่า “อย่าหยุดรำ ฉันจ้างเธอแล้ว รำต่อไปให้จบ” นี่คือบุคคลที่จะเติบโตไปเป็นนายทุนในอนาคตอย่างมิต้องสงสัย ส่วนพี่นัฐผู้ที่สอนทุกคนรำ เธอจะสามารถทำอะไรได้ เมื่อเธอถังแตกเพราะหลงคารมฝรั่งทางเน็ตและโอนเงินไปให้เขาจนหมด(จริงๆก็ไม่รู้ว่า ฝรั่งจริงหรือปลอมนะ) คนสุดท้ายที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นคนที่สำคัญมาก เพราะเหมือนเขาจะเป็นตัวแทนของผู้กำกับออกมาพูดสิ่งที่ตัวผู้กำกับอยากจะพูดมากที่สุด(แม้หนังทั้งเรื่องจะคือสิ่งที่ผู้กำกับพูดออกมาก็ตาม) นั่นคือ ยอง เด็กเรียนดีที่ตั้งคำถามและมีความสงสัยเหมือนกับทุกคนในตอนเริ่มเรื่อง แต่ในตอนจบเขาได้พูดในสิ่งที่ตัวเอง(และผู้กำกับ)ต้องการที่จะพูดออกมา

นี่คือหนังสะท้อนยุคสมัยได้ดีมากเรื่องหนึ่ง บรรยากาศ ฉากหลัง ภาษา ที่สะท้อนออกมาได้จริงมาก แม้ในตอนเแรกผู้เขียนยังคล้อยไปในทางอนุรักษ์รากเหง้าเรานิดๆ แต่พอถึงตอนจบ เหมือนถูกตบกระบาลให้รู้สติขึ้นมาทันที

วัฒนธรรมที่เราเรียกว่าไทยหรือรากเหง้าของเรานั้น จริงๆมันคือยุคสมัยของแต่ละคนที่เติบโตขึ้นมา และเราก็เก็บสะสมมันมาเรื่อยๆจนเรานิยามตัวเราได้ในระดับหนึ่ง

ป.ล. ยอง หน้าเหมือนเนติวิทย์เลยนะครับ