Archive

Monthly Archives: December 2014

Norte_08

My favourite top ten films, I’ve seen in 2014.

1. Norte, the End of History / Lav Diaz / 2013 / Philippines

2. Mommy (2014) / Xavier Dolan / Canada

3. Goodbye to language 3D / Jean Luc Godard / 2014 / France

4. Winter Sleep / Nuri Bilge Ceylan / 2014 / Turkey

5. Jauja / Lisandro Alonso / 2014 / Argentina

6. The Missing Picture (2013) / Rithy Panh / Cambodia | France

7. The Act of Killing (2012) / Joshua Oppenheimer / Denmark | Norway | UK

8. Dear Zachary: A Letter to a Son About His Father (2008) / Kurt Kuenne / USA

9. Poetry (2010) / Chang-dong Lee / South Korea

10.You’re next (2011) / Adam Wingard / USA

Advertisements

Petition

 

Petition (2009) / Liang Zhao / China

อำนาจของสื่อในแต่ละยุคสมัยนั้นแตกต่างกัน เมื่อก่อนเราเคยมีกระดาษกับปากกาซึ่งเป็นสื่อที่มีความสำคัญอย่างมากในการสื่อสารทางความคิดและได้เปลี่ยนแปรกลายมาเป็นหนังสื่อซึ่งมันการเป็นสิ่งที่บันทึกความคิด ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยถูกมองว่าเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลเป็นอย่างมาก ตามมาด้วยภาพเคลื่อนไหว วิทยุ โทรทัศน์ และ อินเตอร์เน็ตตามลำดับ กล่าวได้ว่าในแต่ละยุคแต่ละสมัยสื่อแต่ละสื่อมีบทบาทที่มีอิทธิพลมากต่อการครอบงำผู้คน มันขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะกำหนดทิศทางมันอย่างไร หากเราลองมาทบทวนดูในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยนั้นสื่อแต่ละสื่อมีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางความคิดของผู้คน เช่น ยุคเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ซึ่งหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์มีความสำคัญมากต่อการเกิดเหตุการณ์เดินขบวนประท้วงในครั้งนั้น ต่อมาคือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งเป็นยุคที่มีการเชื่อมต่อระหว่างสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์(รวมถึงวิทยุด้วย) และรัฐประหารเมื่อปี 2549 ต่อด้วยเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ก็เป็นการกำเนิดอิทธิพลของสื่ออินเทอร์เน็ต แต่ที่ผู้เขียนสนใจ อยากจะพูดถึง และด้วยตัวผู้เขียนเชื่อมโยงกับสื่อชนิดนี้เป็นพิเศษนั้นก็คือ กล้องวิดีโอ แม้เรื่องที่เขียนนี้มันจะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่การแปลงกล้องวีดีโอที่เป็นวัตถุที่เป็นรูปธรรมสามารถกลายร่างมาเป็น (Transformation) สื่อภาพยนตร์ที่เป็นสื่อเชื่อมโยงไปถึงเรื่องความคิดมันก็น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

เมื่อเรากล่าวถึงเมืองจีนนั้นผู้เขียนมักจะนึกถึงระบบและอำนาจที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งก็คงไม่ใช่ประเทศเดียวบนโลกที่เป็นอย่างนั้น เมื่อคนทุกคนมีโลกในอุดมคติ (Utopia) เหมือนกันทุกคนและเมื่อระบบของสังคมที่มันไม่เกื้อหนุนคู่ไปกับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ มันจึงเกิดความขัดแย้งอย่างเป็นรูปธรรมและแบบนามธรรม กฏของสังคมทุกกฏย่อมมีกระบวนการคล้ายๆกันอาจจะแตกต่างกันในเชิงมิติทางวัฒนธรรม แต่ไม่ว่าจะอย่างไรกฏเหล่านั้นถูกว่างแผนโดยคนร่างและมันก็มีช่องว่างอยู่เสมอ ดังเช่นภาพยนตร์สารคดีของ Zhao Liang ซึ่งเขาตามถ่ายครอบครัวหนึ่งที่ถูกรัฐบาลจีนขับไล่ออกจากพื้นที่ซึ่งเป็นบ้านของพวกเขาเองเป็นเวลาถึง 12 ปี ซึ่งพื้นที่นั้นรัฐบาลจีนจะนำมาสร้างสนามกีฬารังนกเพื่อจัดงานมหกรรมกีฬาโอลิมปิกของมวลมนุษยชาตินั้นเอง ในช่วงแรกของตัวหนังดูเหมือนเขาจะยังหา Subject ของหนังไม่ได้ โดยเราจะเห็นเรื่องที่เขาเสนอในช่วงแรกเป็นการเรียกร้องของกลุ่มคนที่แต่ละคนก็มีปัญหาแตกต่างกันออกไป ซึ่งบทสรุปของคนที่ไปเรียกร้องส่วนใหญ่คือ “การเตะถ่วง” หรือไม่ก็ถูกเพิกเฉยไปดื้อๆ เราจะเห็นภาพความขัดแย้งของคนที่เป็นเจ้าหน้าที่กับตัวบุคคลที่มาเรียกร้องอย่างดุดัน และเรายังได้เห็นการเดินทางรอมแรมของเหล่าคนที่มาเรียกร้องจากแดนไกลอีกด้วย หากมองภาพย้อนกลับไปในอดีตระบบที่เราเห็นในตัวหนังสารคดีเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกับการที่เมื่อสมัยที่สังคมยังไม่ได้มีการกระจายอำนาจออกไปตามส่วนต่างๆเพื่อจัดการเรื่องในแต่ละพื้นที่ คล้ายกับการที่ต้องไปยื่นเรื่องที่หน้าวังของฮ่องเต้ (หรือกษัตริย์)หรือการถวายฎีกาอะไรประมาณนั้น คำถามคือระบบนี้ควรจะยังคงดำรงอยู่หรือไม่และหากคำตอบคือควรจะดำรงอยู่ มันใช้การได้ดีและตอบโจทย์ของผู้คนที่เดือดร้อนหรือไม่ และหากว่าระบบมันไม่เวิร์คแล้วมันควรจะเป็นระบบอะไร?

Screen Shot 2557-12-05 at 4.27.14 PM

ตัวหนังไม่ได้ให้คำตอบว่าระบบอะไรคือทางออกต่อปัญหานี้ในสังคมจีน(หรือก็อาจจะรวมที่อื่นด้วย) แต่กลับสะท้อนถึงระบบที่ล้มเหลวและยังนำมาซึ่งความเดือดร้อนต่อผู้คนที่ประสบปัญหาต่อระบบการยื่นคำร้อง(ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชนชั้นล่างของสังคม) หลังจากพ้นช่วงแรกของหนังไปแล้ว หนังพาเราไปตามชีวิตของแม่ลูกคู่หนึ่งซึ่งมาเรียกร้องอย่างที่กล่าวไปในตอนแรก ในส่วนนี้แม้จะตามถ่ายสองแม่ลูกแต่เรากลับเห็นมิติต่างๆของสังคมจีนยุคสมัยใหม่(ในระดับชนชั้นล่าง) การถูกผลักใสอย่างไร้เยื้อใยและตายลงอย่างเย็นชา กับการขาดซึ่งสิทธิความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่เห็นได้จากเหตุการณ์และบริบทรอบตัวของสองแม่ลูกนี้ การที่เราได้ตามสังเกตุชีวิตของสองแม่ลูกคือมันกลับสะท้อนชีวิตส่วนลึกของสองคนนี้ออกมาด้วย เช่นลูกสาวที่กำลังก้าวสู่วัยเจริญพันธ์ุ แถมยังไม่ได้เรียนหนังสือ เธอจึงต้องเลือกทางเดินของเธอเอง และก้าวออกมาจากชีวิตของแม่เธอที่มุ่งมั่นจะเรียกร้องสิทธิของเธอคืนมา มันแสดงให้เห็นว่าระบบที่ล้มเหลวส่งผลกระทบอย่างไรต่อประชาชนและต่อสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันที่สำคัญอย่างมาก ส่วนของแม่ลูกคู่นี้ฉายภาพออกมาให้เห็นได้อย่างดี คำถามของผู้เขียนอีกอย่างคือ อะไรคือสิ่งที่ทำให้เธอไม่ลดละ คำตอบที่ผู้เขียนได้รับเป็นการส่วนตัวมันคือ “ศักดิ์ศรีของมนุษย์” และการไม่ยอมต่อการถูกเอาเปรียบจากระบบอำนาจที่คอยกดขี่คนอย่างพวกเธอ(หรืออาจจะพวกเรา)

นอกจากตัวสารคดีที่สะท้อนเรื่องราวของระบบอันล้มเหลวนี้แล้วสิ่งที่ผู้เขียนอยากจะพูดถึงอีกคือ กล้องวีดีโอ ซึ่งพอมาถึงยุคสมัยนี้มันอาจจะมีอุปกรณ์อื่นๆที่ทันสมัยและสะดวกกว่ากล้องวีดีโอมากมาย เพื่อที่จะบันทึกความทรงจำและเรื่องราวต่างๆ แต่ในยุคสมัยหนึ่งที่ผู้เขียนเติบโตขึ้นมาและรู้สึก Related กับอุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นการส่วนตัว จึงอยากจะเขียนถึงโดยเฉพาะ อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแต่ละยุคสมัยมีสื่อมากมายที่มีอิทธิพลกล้องวิดีโอก็เป็นอีกอัน หนังสารคดีเรื่องนี้ก็นำมันมาบักทึกเรื่องราวต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นและกลายมาเป็นตัวหนัง เมื่อเรามองผ่านประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการจะทำหนังสักเรื่องมันต้องใช้เงินต่างๆมากมาย(แม้จะใช้กล้องวิดีโอตัวเดียวหรือมีอุปกรณ์ที่สะดวกสบายขึ้น แต่ก็ยังต้องใช้เงินในการทำหนังอยู่ดีไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม) แต่เมื่ออุปกรณ์กล้องมันมีราคาที่ถูกลงและสะดวกต่อการใช้งาน มันจึงง่ายขึ้นที่คนธรรมดาๆจะหยิบจับมันขึ้นมาและบันทึกเรื่องราวที่เราอยากจะบันทึก และในฐานะของคนทำหนัง ผู้เขียนสามารถกล่าวได้ว่านี่คืออาวุธของศิลปิน อาวุธของคนตัวเล็กๆในสังคม และ นี่คือวัตถุดิบเพื่อใช้ในการต่อต้าน การสะท้อน การเผยแพร่ เพื่อปะทะกับผู้ที่ใช้อำนาจในการกดขี่ผู้คน ในซีนสุดท้ายมีภาพสถานีรถไฟแห่งใหม่ในกรุงปักกิ่งเปิดให้บริการ(ซึ่งมันคงไปทับกับที่ที่เคยเป็นบ้านของคนที่ไปเรียกร้อง) และภาพการเฉลิมฉลองโอลิมปิกเกมส์ในปี 2008 ก่อนที่หนังจะฉายให้เราเห็นชายผู้เรียกร้องต่อสู้เพื่อที่ดินและบ้านของเขาออกมาจะซอกเหลือบของแท่งอิฐซีเมนส์ขนาดใหญ่(มองดูแล้วน่าจะเป็นที่อยู่ซึ่งอยู่ใต้สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมา) ซึ่งชายผู้นั้นยังคงไม่ยอมที่จะจากพื้นที่ของพวกเขาไป รายละเอียดเล็กๆน้อยที่ถูกใส่เข้ามาเช่น ผู้เรียกร้องบางคนสวดมนต์ก่อนกินข้าว หรือการเขาไปพูดคุยกับยายแก่ผู้นับถือพุทธ ซึ่งมันแสดงในเห็นว่าสังคมจีนนั้นไม่ได้มีเพียงความเชื่อที่เหมือนกัน(ในทางการกล่าวว่าจีนไม่มีศาสนา) แต่หนังทำให้เห็นความเชื่อที่หลากหลายและพวกเขาอยู่รวมกลุ่มกันได้

Screen Shot 2557-12-05 at 4.29.42 PMScreen Shot 2557-12-05 at 4.28.27 PM

ไม่ว่าหนังเรื่องนี้จะฉายอยู่แห่งหนใดก็ตาม (คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นดีวีดี โทรทัศน์ โรงภาพยนตร์ ฯลฯ) เมื่อมีคนดูมัน วัตถุประสงค์ของกล้องวีดีโอก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ ภายใต้สื่อภาพยนตร์

หมายเหตุ* ดูครั้งแรกที่ BIFF 2009