Archive

Monthly Archives: April 2015

commission___tom_at_the_farm_by_dreamdementia-d6xxrrr-png

Tom at the Farm (2013) / Xavier Dolan / Canada I France 

หนังเรื่องนี้ของ Dolan นำพาเราเข้าไปในโลกของอารมณ์ทางด้านเซ็กซ์อย่างเด่นชัด แม้จะไม่มีฉากเซ็กซ์โจ่งครึ่มออกมาให้เห็นแม้แต่ฉากเดี๋ยว และแม้มันจะพูดถึงความรุนแรงทางอารมณ์ของมนุษย์ แต่เรากลับรู้สึกถึงความนุ่มนวลคู่ขนานกันไป เราชอบการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครในเรื่องนี้เอามากๆเพราะมันพาเราให้เข้าไปถึงตัวละครแบบว่ารู้สึกด้วยจริงๆกับการกระทำและอารมณ์อันปั่นป่วนนั้นๆ แม้จะดูมีความเป็น Overacting  อยู่หน่อยๆทั้งอารมณ์ของตัวละครและเพลงที่กระชากอารมณ์ในบางซีน แต่ทั้งหมดก็ยังดูลงตัวอยู่ไม่ได้หลุดอะไรไปมาก อีกส่วนหนึ่งที่เราคิดว่า Dolan ทำได้ดีมาคืองานด้านภาพและการตัดต่อในส่วนของการแสดงอารมณ์ของตัวละคร แน่นอนหละที่การแสดงของนักแสดงก็มีส่วนมาก แต่หากขาดการเล่าเรื่องด้วยภาพที่ดี และขาดจังหวะของการตัดต่อ มันย่อมทำให้บางส่วนขาดหายไป ดังนั้นหลายๆส่วนต้องสอดคล้องลงตัวกันทีเดียวจึงจะทำให้หนังแต่ละซีนแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างลงตัว

สิ่งที่เราอยากพูดถึงคือความรุนแรงที่ Francis กระทำต่อ Tom คือเรากลับมองว่าความรุนแรงชนิดนี้มันไม่ได้มาจากอาการโกรธหรือผิดหวัง แต่มันเหมือนเป็นความรุนแรงในเชิงเพศสัมพันธ์มากกว่า หลายๆซีนมันดูเหมือนว่าทั้งสองนั้นอยากจะมีเพศสัมพันธ์กันเหลือเกิน แต่ไม่รู้ว่าเหตุผลอันใดที่ทั้งสองไม่ยอมมีเซ็กซ์จริงๆกันเสียที เพราะตลอดที่เรื่องดำเนินมาเราคิดว่าถึงจุดหนึ่งคงจะต้องมีอะไรกันแน่นอน แต่มันกลับไม่เกิดขึ้นแถม Francis ยังจะไปฟัดกันอดีตเพื่อนของพี่ชาย(ซึ่งเป็นผู้หญิง)อีกทำให้ Tom เกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาทันที ก่อนจะมารู้ถึงความรุนแรงอีกมุมหนึ่งจากเจ้าของบาร์เกี่ยวกับ Francis คือพอมาถึงจุดนี้เราเลยรู้ว่า Tom นั้นรับไม่ได้อย่างแน่นอน แม้ว่าตลอดเวลาเขาจะเจอกับความรุนแรงแบบใดก็ตาม(ซึ่งอย่างที่เราเขียนไปข้างต้นเกี่ยวกับความรุนแรงเชิงเพศสัมพันธ์) //หนังดูจะ Focus ไปที่เรื่องเซ็กซ์เป็นสำคัญแต่ก็มีเรื่องการปิดบังของเรื่องเพศที่ซ่อนตัวอยู่ คือใจหนึ่งของ Tom ดูเหมือนว่าเขาจะกล้าเปิดเผยตัวตนของตัวเอง โดยการเดินทางกลับไปร่วมงานศพของแฟนหนุ่มที่เพิ่งจะจากไป เขาต้องเผชิญกับความเศร้าในหลายด้านมาก ไหนจะเสียคนที่รักไป ไหนจะต้องเผชิญห้วงเวลาต่างๆกับ Francis และครอบครัวของเขา เขายังต้องมาโกหกแม่ของแฟนเกี่ยวกับ ซาร่า ซึ่ง Tom ต้องโกหกแม่เขาว่าซาร่านั้นเป็นแฟนของ กิโยม(แฟนของ Tom) โดยความเป็นจริงนั้น ซาร่าเป็นแค่เพื่อนกันกับ กิโยมเท่านั้น(แต่ก็เคยมี Sex กัน) ในขณะเดียวกันเรากลับรู้สึกว่าแม่ของพวกเขาก็พอจะรู้ว่า Tom คือใครจากซีนที่แม่เข้าไปเจอ Francis และ Tom กำลังเต้นรำกันอยู่ แต่ดูเหมือนว่าแม่ของพวกเขานั้นดูจะฝืนใจไม่อยากจะยอมรับความจริงในเรื่องนี้

เราคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหมุดหมายของตัวผู้กำกับอีกจุดหนึ่งที่เขาต้องการถ่ายทอดเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ในมุมที่เป็นส่วนตัวมากๆ แต่เรากลับไม่ได้ชอบมากเท่ากับหนังเรื่องล่าสุดของเขา(Mommy 2014) อย่างไรก็ตามหนังแต่ละเรื่องของ Dolan ก็ทำให้เราสนุกไปกับการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวตน มุมมอง สิ่งแวดล้อมของตัวเขาที่น่าสนใจ และเราคิดว่านี่คือสิ่งสำคัญในการเรียนรู้จักตัวของผู้คน ดีกว่าจะมาสนใจว่าเขาเป็นเกย์เป็นเลสฯหรือเป็นอะไรโน่นนี่หรือไม่

LeMeraviglie_affiche

Le Meraviglie (The Wonders) / Alice Rohrwacher / Italy /2014

หนังกึ่ง Realism และ กึ่ง Surreal เรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงประสบการณ์สมัยเด็กๆของตัวเราเอง เกี่ยวกับครอบครัวของคนที่เรารู้จัก หนังเรื่องนี้ดูเหมือนต้องการจะวาดภาพจากควาทรงจำของผู้กำกับลงไปในสื่อภาพยนตร์แต่ภาพนั้นมันก็เปรียบดั่งภาพแห่งความฝันที่ไม่อาจจะตีความได้ หรืออาจเป็นเพราะว่ากาลเวลานั้นก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำพาภาพเหล่านั้นให้เลือนลางและเปลี่ยนรูปทรงไป หากการสำนึกรู้ต่อตัวหนังของคนดูเป็นไปแบบ Present – Future หนังเรื่องนี้ก็เกือบจะมีโครงสร้างเป็นเช่นนั้นหากแต่มีความเป็น Surreal อยู่ระหว่างทางของโครงสร้างหนัง และซีนสุดท้ายของหนังก็ทำให้เราคิดไปได้หลายแบบคือ เอาจริงๆเรื่องเล่าที่เราดูมาตั้งแต่ต้นนั้นมันมีอยู่จริงหรือไม่ หากว่ามีอยู่มันเกิดขึ้นเมื่อใด หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่ในหลืบของกาลเวลา

หนังว่าด้วยเรื่องของครอบครัวชนบทในอิตาลี มีคนในครอบครัวทั้งหมด 7 คน มีพ่อเป็นผู้ชายคนเดียว Gelsomina เป็นลูกสาวคนที่โตสุดและอยู่ในช่วงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราจะเห็นในหนังว่าเธอเปลี่ยนแปลงจากเด็กๆที่ช่วยพ่อเธอกลับกลายมาเป็นคนที่มีความรับผิดชอบและดูแลตัวเอง(ตัดสินใจเองในหลายเรื่อง) ตามลำดับของเรื่อง ครอบครัวเธอทำธุระกิจเกี่ยวกับน้ำผึ้ง ซึ่งเธอก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับรังผึ่งและพ่อเธอที่แสนจะเกรี้ยวกราด เราพอจะเดาออกว่าหนังจะเล่าประมาณไหนเมื่อเราดูไปสักพัก แต่มันจะมีเรื่องราวที่เราไม่สามารถเข้าใจตามความรับรู้ของตัวเราได้คือ การเล่นกันของ Gelsomina ที่มีผึ้งค่อยๆออกจากปากเธอ ซึ่งเธอดูเหมือนจะเคลื้มๆเลยทีเดียว แต่พอผึ้งเริ่มไต่มาที่ตาของเธอ เธอทำเหมือนสะดุ้งตื่นและรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเธอ เหตุการณ์อีกอย่างที่น่าสนใจแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่จะดูธรรมดามากเลยคือ The police and child service agency ได้เสนอให้ครอบครัวเธอรับเลี้ยงดูเด็กชายคนหนึ่ง​ ซึ่งเป็นชาว German เพราะครอบครัวเธอติดหนี้อยู่ ชายคนนี้ไม่เคยปริปากพูดเลยแม้แต่คำเดียว แต่ก็ช่วยงานหลายๆอย่างในบ้านได้ และสุดท้ายชายผู้นี้เป็นคนนำพาโลก Surreal เข้ามาสู่ชีวิตเธอจริงๆ(ซึ่งเราคิดว่าเป็นภาพความทรงจำของผู้กำกับ)

ตลอดเวลาที่เราดูหนังเรามักจะคาดหวังว่าเรื่องราวมันจะต้องเป็นไปตามที่ประสบการณ์ชีวิตเรารับรู้มาโดยตลอด แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นกับหนังเรื่องนี้ เราบอกไม่ได้เต็มปากว่าหนังเรื่องนี้เป็นแบบ Magical Realism หรือเป็นแบบ Surreal เลย คือดูเหมือนมันกลืนๆกันไปหมดแถมหนังยังไม่ได้บอกเราอย่างตรงไปตรงมาอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นซีนที่พ่อ Gelsomina ได้บอกว่าจะซื้ออูฐให้เธอเป็นของขวัญ เธอตอบไปว่านั้นมันเป็นสิ่งที่หนูอยากได้ตอนเด็กๆ แต่เอาเข้าจริงๆคือพ่อเธอซื้ออูฐตัวเป็นๆให้เธอเป็นของขวัญ และตอนเมื่อครอบครัวต้องขายแกะเพื่อลดภาระแม่เธอถามคนรับซื้อว่าต้องการอูฐด้วยไหม คนรับซื้อกลับตอบว่าไม่เหตุผลคือไม่รู้จะเอาไปทำอะไร มันจึงกลายเป็นสิ่งที่ซึ่งจริงๆไม่ต้องใส่มาในหนังก็ได้แต่พอใส่เข้ามากลับกลายเป็นว่ามันคือภาพความทรงจำของตัวผู้กำกับ(ผู้เขียนตีความเอาเอง) เป็นหนังที่มีรสชาติแปลกไปอีกแบบ และที่เราชอบมากๆคือหนังมันเล่นกับเรื่องเวลาที่ดูเหมือนว่ามันคืออดีตที่ไกลมากๆในตอนจบ

_1401553700

Force majeure (2014)  / Ruben Östlund / Sweden | France | Norway | Denmark / 

ในสังคมเราคงจะมีบ้างที่จะเห็นหรือรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกันของเพศหญิงและเพศชาย เราจะเห็นว่าเรามีวิชาสอนเกี่ยวกับสตรีศึกษา(Feminism) และแยกออกไปได้อีหลายแขนง การแบ่งชนชั้นระหว่างชายหญิงนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อใด? จริงๆเราคิดว่าหากจะลงลึกก็ควรจะไปศึกษาตั้งแต่ยุคที่เริ่มมีศาสนาขึ้นมาว่ามีรายละเอียดเช่นไร แต่ในตอนนี้สิ่งที่เราสนใจมิใช่เรื่องของชนชั้นระหว่างเพศหญิงและชาย ดังนั้นจึงขอกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้เพียงเท่านี้ แต่เรากลับสนใจประเด็นเกี่ยวกับความเท่าเทียมของมนุษย์เสียมากกว่า ว่าจริงๆแล้วมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในการสร้างความเท่าเทียมนั้นๆ(อันที่จริงเราก็ตระหนักดีอยู่แล้วว่ามันไม่มีความเท่าเทียมอยู่ในโลกนี้หรอก) หนังเรื่อง Force majeure เหมือนว่าจะฉายภาพนั้นให้เราเห็น แต่อันที่จริงหนังกลับพาเราไปสำรวจส่วนที่ลึกสุดของความเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่กันเป็นสังคมนั่นคือ”ความยะโสโอหังและอยากเอาชนะ” เรื่องของความเท่าเทียมกันในเรื่องเพศนั้นดูเหมือนจะเป็นประเด็นรองลงไป หากเราดูหนังจบเราจะพบว่าสิ่งที่หนังพยายามสร้างคือการ Take balance ของคนในครอบครับ ซึ่งตัวผู้ทำได้สร้างความเท่าเทียมขึ้นมาได้อย่างดีเยี่ยมในหนังเรื่องนี้

หนังว่าด้วยครอบครัวหนึ่งมีพ่อแม่และลูกสาวกับลูกชายใช้เวลาในวันหยุดพักผ่อนด้วยการไปเล่นสกีเป็นเวลาห้าวันเพราะเป็นวันหยุดของพ่อ เขาจึงต้อง Focus กับครอบครัวเป็นพิเศษ แต่เรื่องราวที่เป็นจุดเปลี่ยนนั้นคือเกิดหิมะถล่มใส่พวกเขาขณะนั่งกินอาหารเช้าพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว โทมัสผู้เป็นพ่อได้วิ่งหนีขณะที่ถ่ายวิดีโออยู่โดยไม่ได้สนใจลูกเมียเลย และหลังจากนั้นเรื่องราวดราม่ามันก็เกิดตามมาเป็นระลอก หากอ่านจากพล็อตคร่าวๆนี้แล้วหลายๆคนคงคิดว่าโทมัสคงเป็นพ่อที่แย่มากๆที่ไม่ยอมดูแลลูกเมียและปล่อยให้พายุนั้นถล่มใส่(ซึ่งจริงๆแปบเดียวมันก็หายไป) แต่นั้นคือภาพแทนของสังคมที่ถูกสร้าขึ้นมา(จากใครก็ไม่รู้) และจากนั้นภรรยาของโทมัสก็เริ่มดึงจุดอ่อน(Weakness) ของสามีตัวเองออกมาจนสุดท้ายมันก็ระเบิดเป็นจุน ในรายละเอียดของหนังนั้นทำให้เราสังเกตุเห็นอริยาบทต่างๆ(Gesture) ของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างชัดเจนเพราะนักแสดงแต่ละคนเล่นได้เป็นธรรมชาติมาก บทสนทนานั้นมีแต่พอประมาณ หากสังเกตุดูดีๆใช่แน่นอนว่าโทมัสนั้นปฏิเสธความอ่อนแอของตนเองต่อหน้าเพื่อนๆในวงสังคม จนทำให้ภรรยาไม่พอใจคือแบบว่าทำไมเอ็งเป็นผู้ชายกลับไม่กล้ายอมรับความจริงวะ มีหลายๆเหตุผลที่สามารถมารองรับการกระทำของโทมัสเหตุผลหนึ่งคือ สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของสัตว์ทั่วๆไป แต่ภรรยาเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น แน่นอนว่าเธอคงไม่คิดจะทิ้งลูกทั้งสองดังเช่นสามีของตน มี Sub plot เล็กๆเข้ามาอีกนิดหน่อยคือ ทั้งสองสามีภรรยานั้นมีทางเลือกคือหย่ากันเสียและก็มีคนใหม่ มีซีนที่เขาไปพบเพื่อนในห้องและพูดคุยถึงประเด็นความสัมพันธ์ของครอบครัว ที่เธอแสดงถึงความลังเลในการที่จะคงความสัมพันธ์ที่สะสมมายาวนานและไม่กล้าที่จะทำมันให้แตกสลายลงไปไหนจะมีลูกๆอีก แต่แล้วในที่สุดเธอก็เอาชนะสามีเธอจนได้ด้วยการหยิบหลักฐานจากโทรศัพท์ของสามีเธอมาฉายให้ญาติที่มาเล่นสกีด้วยกันดูว่าสามีของเธอวิ่งหนีหิมะที่ถล่มลงมาอย่างไรและทิ้งพวกเธอและลูกๆให้วิ่งหลบกันเอง ผลของมันคือโทมัสก็เกิดอาการ Depress ลงและในที่สุดก็ยอมรับกับภรรยาตัวเองโดยตรง แต่คำถามคือประโยชน์ของการเอาชนะสามีของเธอนั้นคืออะไร มันคือการผลักดันตัวเองให้มีสถานะขึ้นไปขี่สามีที่มีภาพแทนในสังคมว่าเป็นผู้นำของครอบครัวโดยที่เธอนั้นก็ไม่รู้สึกตัวหรอก และผลลัพธ์ต่อมาคือเธอตกลงกับสามีโดยการแสดงตบตาลูกๆของพวกเขาเพื่อที่จะทำให้ลูกๆของพวกเขาสบายใจ(แบบที่สังคมเขายอมรับกันอะนะ)

ซีนสุดท้ายของหนังนั้นแม้ว่าจะดูเรียบง่ายหรือเป็นเพียงเหตุการณ์ที่อาจจะดูเล็กๆเหตุการณ์หนึ่งแต่มันเป็นการ Balance หนังและตัวละครให้กลับมาคงที่และเท่าเทียมกันเช่นเดิม(บางคนอาจจะมองผู้ชายไม่ดีมาตลอดทั้งเรื่องเลยก็ได้) มันคือเหตุการณ์ที่ทุกๆคนที่มาเล่นสกีกันกำลังนั่งรถบัสลงจากภูเขาอันสูงชัน และความเงอะๆงักๆของคนขับรถก็ทำให้ภรรยาของโทมัสเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาและเธอก็เดินไปโวยวายกับคนขับรถให้เปิดประตู จากนั้นเธอก็เดินลงไปจากรถบัสเพียงลำพัง ไอ้ความหวาดกลัวนี้ก็เป็นดังเช่นที่โทมัสนั้นวิ่งหนีหิมะถล่มในตอนต้นเรื่องนั้นแหละ ความย้อนแย้งนี้กลับทำให้เรากลับมานั่งคิดว่าอะไรกันแน่ที่เราควรจะให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์  เพศหญิงและชายเช่นนั้นหรือ หรือเราควรนึกถึงความเป็นคนเท่าๆกัน

citizenfour

Citizenfour /  Laura Poitras / US / 2014

ศตวรรษที่ผ่านมาในประเทศไทยมีเหตุการณ์ต่างๆในประวัติศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้  มีหลายๆเหตุการณ์ที่ถูกจารึกและก็มีการถกเถียงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดทั้ง เหตุการณ์เดือนตุลาฯทั้งสามครั้ง(ท่านผู้อ่านลองหาดูได้ครับว่าสามครั้งนั้นมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทยเช่นไร) หรือแม้แต่การสลายการชุมนุมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมทั้งต่อยอดมาจนถึงรัฐบาลทหารในปัจจุบัน(ที่ทำรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา) แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะเขียนถึงและอยากจะนำเอามาเชื่อมโยงกับหนังเรื่อง Citizenfour คือเรื่องของ Freedom of speech ซึ่งคิดว่าน่าจะเชื่อมโยงมันเหตุการณ์ปัจจุบันมากกว่า เนื่องด้วยตอนนี้รัฐได้เริ่มบังคับใช้มาตรา 44 ที่ค่อนข้างจะเข้าข่ายการควบคุมสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มาตรานี้มีความรุนแรงไม่แพ้กฏอัยการศึกที่รัฐบาลทหารเพิ่งจะประกาศยกเลิกไป(ลองค้นหาและอ่านมาตรา 44 ได้)

สิ่งที่สำคัญเมื่อเราดูหนังจบคือ อะไรคือความเป็นส่วนตัว(Privacy) เราหมายถึงในเชิงกายภาพ(Physical) และอีกคำถามคือ สิทธิส่วนบุคคลนั้นมีขอบเขตมากเพียงใดในการจะแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เราคงจะยังไม่ลืมเหตุการณ์ Charlie Hebdo ที่ฝรั่งเศสลงได้เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามและกระตุ้นสำนึกของเรากับความเป็นอิสระในการแสดงออก(Freedom of expression) และสิ่งที่ Edward Snowden ทำให้เราเห็นนั้นแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนแรกที่ออกมากล่าวในที่สาธารณะ(ผ่านทางสื่อ) แต่เขากระตุ้นให้เห็นว่าคุณไม่จำเป็นต้องกลัวในสิ่งที่ตนเองจะพูด เพียงแต่คุณต้องยอมรับและรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกมา เนื่องด้วยหลังเหตุการณ์ 9/11 รัฐบาลได้เข้าตรวจสอบและล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชน ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ประเทศตนเองเท่านั้นหากแต่มีเครือข่ายที่เป็นความลับอีกหลายประเทศที่ร่วมกันตรวจสอบ(โดยใช้โดรนบินตามบ้าน และ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่ดักฟังโทรศัพท์ ฯลฯ )ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ถือว่าล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน สิ่งที่น่าสนใจคือ Snowden ได้ใช้วิธีการเผยตัวและแฉความลับของรัฐบาลสหรัฐนั้นว่าเป็นการตรวจสอบรัฐอีกที คือแทนที่เราจะมีเพียงรัฐที่ตรวจสอบเรา แต่กลับกลายว่าเป็นเราย้อนกลับไปตรวจสอบรัฐอีกทีหนึ่ง(Against) แถมเขายังกล้าที่จะเปิดเผยตัวเองอีกด้วย ซึ่งโดยปกติผู้สื่อข่าวหรือคนทำข่าวนั้นมักจะปกปิดแหล่งข่าวของตนเอง จะด้วยความปลอดภัยหรือเหตุผลอื่นใดก็ตามแต่ แต่ตัว Snowden เองนั้นกลับต้องการที่จะเปิดเผยตัวเองด้วยเหตุผลง่ายๆเลยคือเขา “ไม่เกรงกลัวอำนาจของรัฐ” และเขาอยากให้คนทุกคนตระหนักถึงข้อนี้

หากใครได้ดูหนังสารคดีเรื่องนี้แล้ว เราคิดว่าน่าจะพอเห็นภาพเค้ารางของคำว่าการถกเถียงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ก่อนจะมาถกเถียงกันได้นั้นคุณต้องมีอิสระมากพอที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา แต่แค่ไหนหละที่เรียกว่าอิสระมากพอ มันมีขอบเขตด้วยหรือ? คำตอบของผู้เขียนคือมันไม่มีขอบเขต คุณต้องกล้าพอที่จะแสดงความคิดเห็นหรือดต้แย้งได้อย่างไม่มีขอบเขตไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครที่คุยกับคุณอยู่ก็ตาม เช่นที่ Snowden ได้ยกตัวอย่างถึงช่วงแรกในหนังว่า อินเตอร์เน็ตในยุคแรกๆที่มันยังไม่ได้ถูกควบคุมโดยรัฐมากมายขนาดนี้ เป็นอะไรที่น่าสนใจมากที่มันสามารถให้พื้นที่พูดคุยโต้แย้งระหว่างคนอีกซีกโลกหนึ่งได้คุยกัน แม้คนที่คุยอาจจะเป็นบุคคลที่มีความรู้และชำนาญในเรื่องนั้นๆอย่างมากในประเทศโลกที่หนึ่ง แต่คนจากอีกซีกโลกในประเทศโลกที่สามอาจจะมีความคิดเห็นที่โต้แย้งคนนั้นๆได้ สิ่งที่งดงามคืออินเตอร์เน็ตเป็นพื้นที่ให้เขาเหล่านั้นได้ถกเถียงกัน และเราก็กลับมานึกถึงประเทศไทยที่เราอยู่ว่า เราได้มีอะไรแบบนั้นในช่วงใดบ้าง เราได้เรียนรู้โต้เถียงกันด้วยเหตุผลกันหรือไม่? เราเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์กันหรือไม่? เรามีพื้นที่ให้พูดในสิ่งที่เราอยากพูดได้หรือไม่? เรามีองค์กรเกี่ยวกับ human right ไปเพื่ออะไรหากคนที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองยังถูกจับอยู่? บางทีการดูหนังเรื่องนี้อาจจะทำให้คนดูได้เรียนรู้อย่างง่ายๆเกี่ยวกับคำว่า “ประชาธิปไตย” ก็เป็นได้

 

75

The way he looks (2014) / Daniel Ribeiro / Brazil 

มีหลายๆอย่างในโลกนี้ที่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนและเราก็สามารถ encode คำจำกัดความเหล่านั้นได้ดี เช่นคำว่า “ลม” เราเข้าใจได้ดีผ่านกระบวนการทางภาษาที่มนุษย์ในโลกได้ร่ำเรียนกันมา แต่พอเราจะมาอธิบายถึงรูปทรงของคำว่า “ลม” ให้ออกมาในเชิงกายภาพ(Physical) เรากลับไม่สามารถอธิบายได้และ/หรือ แม้แต่ความสามารถของมนุษย์อีกอย่างนั้นคือการมอง ก็ยังไม่สามารถเห็นรูปทรงของมันโดยตรงได้เช่นกัน เรายังต้องยืมวัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่สามารถให้เรารับรู้ได้ว่านั้นคือ “ลม” โดยผ่านการที่ลมได้พัดต้องกับสิ่งของต่างๆ เช่น ต้นไม้ที่สั่นไหว สิ่งของที่ขยับเคลื่อนเมื่อต้องลม ฯลฯ ดั่งเช่นความรู้สึกของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน เราไม่สามารถเห็นรูปทรงของมันโดยตรงได้ มันอาจจะถูกส่งผ่านสีหน้าของมนุษย์หรือการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งนั้นเป็นวิธีที่ชัดเจนที่แสดงออกผ่านทางกายภาพ อีกทางหนึ่งคือผ่านงานศิลปะจากทุกๆแขนง แต่นั้นก็เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในของตัวปัจเจกบุคคล

ภาพแทนของความรู้สึกนั้นถูกทำให้เกิดรูปทรงขึ้นในจิตใจของผู้เขียน เมื่อได้ดู The way he looks หนัง Coming of age สัญชาติบราซิล เมื่อตัวแทนของรูปทรงแห่งความรู้สึกนั้นถูกฉายออกมาจากตัวของ Leonardo ชายหนุ่มตาบอดแต่กำเนิด Leo เป็นภาพแทนของความสับสนของวัยรุ่นช่วงหนึ่งก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วๆไป แต่เมื่อเขามองไม่เห็นมันจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจว่าเขารู้สึกรักก็ชายหนุ่มได้อย่างไร(Gabriel) และผู้เขียนก็เกิดคำถามว่าระหว่างความใกล้ชิดทางร่างกายและความรู้สึกที่เป็นสิ่งซึ่งจับต้องไม่ได้ อะไรที่จะกระตุ้นความรู้สึกภายในของเราให้ทะลักล้นออกมาได้มากกว่ากัน และเราก็รู้สึกว่ามันต้องมีทั้งสองอย่างนั้นแหละมันถึงจะไปด้วยกันได้ เมื่อ Leo ได้กลิ่น ได้พูดคุย ได้ยินเสียง เกิดเป็นการสื่อสารซึ่งกันและกันกับ Gabriel นี่คือความรู้สึกที่มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ ครึ่งเรื่องแรก Leo ได้จับเพียงแค่แขนและมือของ Gabriel เท่านั้น จากนั้น Element แห่งความรู้สึกก็ถูกประกอบรวมเข้ากับสิ่งที่เป็นเชิงกายภาพเช่น เพลงที่ทั้งสองคนฟังด้วยกัน เรื่องเล่าจันทคราส(Eclipse) เสียงบรรยายภาพหนังของ Gabriel ในโรงหนัง เป็นต้น ส่วนปัจจัยแห่งความขัดแย้งของหนังเรื่องนี้(Conflict) คือ Giovana ซึ่งเธอก็เป็นคนที่มีความสับสนตามประสาวัยรุ่นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่เธอเป็นเหมือนตัวแปรแห่งความรู้สึกของชายทั้งสอง ก็เหมือนว่าทั้ง Gabriel และ Leo นั้นทั้งเรื่องก็อยู่ในความสับสนในเรื่องความรักและ Identity ของตนเอง ซึ่งสิ่งที่ถูกใส่เข้ามาในหนังคือเรื่องของโครงการนักเรียนแรกเปลี่ยนที่ Leo ให้เหตุผลว่าอยากไปในที่แปลกใหม่ ที่ๆไม่มีคนรู้จักเรา และเราอาจจะคนพบตัวตนจริงๆของเราก็ได้(ผู้เขียนเคยรู้สึกแบบนี้ช่วงหนึ่งตอนสมัยวัยรุ่น ซึ่งจริงๆหลายๆคนก็อาจจะเคยรู้สึกด้วยเช่นเดียวกัน) Giovana เป็นคนที่ทำให้ Leo เข้าใจตัวเองชัดเจนมากขึ้นว่าเขาเป็นใครและต้องการอะไร เพราะ Giovana อยู่ใกล้ชิดกับ Leo อยู่เกือบจะตลอด และเป็นคนดูแลเอาใจใส่ Leo ดีกว่าใครๆ จนเมื่อ Gabriel เข้ามา ซึ่ง Leo ได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกอันสับสนของตัวเอง โดยสามารถเปรียบเทียบกับได้กับทั้ง Giovana และ Gabriel ซึ่งปราศจากการมองแบบทางกายภาพ(เพราะมองไม่เห็นอยู่แล้ว) นี่จะทำให้คนดูกลับสัมผัสถึงความรู้สึกของ Leo ได้อย่างแจ่มชัด ส่วน Sub plot อีกอย่างที่น่าสนใจซึ่งเราชอบมากกว่าหนัง Coming of age เรื่องอื่นๆคือตัวละครมันสะท้อนในเห็นถึงความเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าที่จะแสดงถึงความเป็นขบฏซ้ำซากที่ถูกใช้ในหนังของวัยรุ่นทั่วไป เช่นตอนที่ Leo เริ่มทะเลาะกับพ่อแม่ในตอนต้นๆเรื่อง

หนังมีหลากหลายอารมณ์ ทั้งหม่นเศร้า อบอุ่น วุ่นวาย และ มีความสุข ผู้เขียนรู้สึกว่าหนังมีความสดใสและมีชีวิตชีวา อาจจะเป็นเพราะรู้สึกว่าทุกอย่างในหนังดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ ชีวิตตัวละครในหนังก็จับต้องได้เหมือนตัวละครมันมีอยู่ในชีวิตจริงๆ

1427729365