Citizenfour – A brief history of “Freedom of speech”

citizenfour

Citizenfour /  Laura Poitras / US / 2014

ศตวรรษที่ผ่านมาในประเทศไทยมีเหตุการณ์ต่างๆในประวัติศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้  มีหลายๆเหตุการณ์ที่ถูกจารึกและก็มีการถกเถียงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดทั้ง เหตุการณ์เดือนตุลาฯทั้งสามครั้ง(ท่านผู้อ่านลองหาดูได้ครับว่าสามครั้งนั้นมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทยเช่นไร) หรือแม้แต่การสลายการชุมนุมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมทั้งต่อยอดมาจนถึงรัฐบาลทหารในปัจจุบัน(ที่ทำรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา) แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะเขียนถึงและอยากจะนำเอามาเชื่อมโยงกับหนังเรื่อง Citizenfour คือเรื่องของ Freedom of speech ซึ่งคิดว่าน่าจะเชื่อมโยงมันเหตุการณ์ปัจจุบันมากกว่า เนื่องด้วยตอนนี้รัฐได้เริ่มบังคับใช้มาตรา 44 ที่ค่อนข้างจะเข้าข่ายการควบคุมสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มาตรานี้มีความรุนแรงไม่แพ้กฏอัยการศึกที่รัฐบาลทหารเพิ่งจะประกาศยกเลิกไป(ลองค้นหาและอ่านมาตรา 44 ได้)

สิ่งที่สำคัญเมื่อเราดูหนังจบคือ อะไรคือความเป็นส่วนตัว(Privacy) เราหมายถึงในเชิงกายภาพ(Physical) และอีกคำถามคือ สิทธิส่วนบุคคลนั้นมีขอบเขตมากเพียงใดในการจะแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เราคงจะยังไม่ลืมเหตุการณ์ Charlie Hebdo ที่ฝรั่งเศสลงได้เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามและกระตุ้นสำนึกของเรากับความเป็นอิสระในการแสดงออก(Freedom of expression) และสิ่งที่ Edward Snowden ทำให้เราเห็นนั้นแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนแรกที่ออกมากล่าวในที่สาธารณะ(ผ่านทางสื่อ) แต่เขากระตุ้นให้เห็นว่าคุณไม่จำเป็นต้องกลัวในสิ่งที่ตนเองจะพูด เพียงแต่คุณต้องยอมรับและรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกมา เนื่องด้วยหลังเหตุการณ์ 9/11 รัฐบาลได้เข้าตรวจสอบและล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชน ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ประเทศตนเองเท่านั้นหากแต่มีเครือข่ายที่เป็นความลับอีกหลายประเทศที่ร่วมกันตรวจสอบ(โดยใช้โดรนบินตามบ้าน และ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่ดักฟังโทรศัพท์ ฯลฯ )ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ถือว่าล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน สิ่งที่น่าสนใจคือ Snowden ได้ใช้วิธีการเผยตัวและแฉความลับของรัฐบาลสหรัฐนั้นว่าเป็นการตรวจสอบรัฐอีกที คือแทนที่เราจะมีเพียงรัฐที่ตรวจสอบเรา แต่กลับกลายว่าเป็นเราย้อนกลับไปตรวจสอบรัฐอีกทีหนึ่ง(Against) แถมเขายังกล้าที่จะเปิดเผยตัวเองอีกด้วย ซึ่งโดยปกติผู้สื่อข่าวหรือคนทำข่าวนั้นมักจะปกปิดแหล่งข่าวของตนเอง จะด้วยความปลอดภัยหรือเหตุผลอื่นใดก็ตามแต่ แต่ตัว Snowden เองนั้นกลับต้องการที่จะเปิดเผยตัวเองด้วยเหตุผลง่ายๆเลยคือเขา “ไม่เกรงกลัวอำนาจของรัฐ” และเขาอยากให้คนทุกคนตระหนักถึงข้อนี้

หากใครได้ดูหนังสารคดีเรื่องนี้แล้ว เราคิดว่าน่าจะพอเห็นภาพเค้ารางของคำว่าการถกเถียงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ก่อนจะมาถกเถียงกันได้นั้นคุณต้องมีอิสระมากพอที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา แต่แค่ไหนหละที่เรียกว่าอิสระมากพอ มันมีขอบเขตด้วยหรือ? คำตอบของผู้เขียนคือมันไม่มีขอบเขต คุณต้องกล้าพอที่จะแสดงความคิดเห็นหรือดต้แย้งได้อย่างไม่มีขอบเขตไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครที่คุยกับคุณอยู่ก็ตาม เช่นที่ Snowden ได้ยกตัวอย่างถึงช่วงแรกในหนังว่า อินเตอร์เน็ตในยุคแรกๆที่มันยังไม่ได้ถูกควบคุมโดยรัฐมากมายขนาดนี้ เป็นอะไรที่น่าสนใจมากที่มันสามารถให้พื้นที่พูดคุยโต้แย้งระหว่างคนอีกซีกโลกหนึ่งได้คุยกัน แม้คนที่คุยอาจจะเป็นบุคคลที่มีความรู้และชำนาญในเรื่องนั้นๆอย่างมากในประเทศโลกที่หนึ่ง แต่คนจากอีกซีกโลกในประเทศโลกที่สามอาจจะมีความคิดเห็นที่โต้แย้งคนนั้นๆได้ สิ่งที่งดงามคืออินเตอร์เน็ตเป็นพื้นที่ให้เขาเหล่านั้นได้ถกเถียงกัน และเราก็กลับมานึกถึงประเทศไทยที่เราอยู่ว่า เราได้มีอะไรแบบนั้นในช่วงใดบ้าง เราได้เรียนรู้โต้เถียงกันด้วยเหตุผลกันหรือไม่? เราเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์กันหรือไม่? เรามีพื้นที่ให้พูดในสิ่งที่เราอยากพูดได้หรือไม่? เรามีองค์กรเกี่ยวกับ human right ไปเพื่ออะไรหากคนที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองยังถูกจับอยู่? บางทีการดูหนังเรื่องนี้อาจจะทำให้คนดูได้เรียนรู้อย่างง่ายๆเกี่ยวกับคำว่า “ประชาธิปไตย” ก็เป็นได้

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: