Archive

Monthly Archives: August 2015

960

Amy (2015) /  Asif Kapadia / UK I US

หนังสารคดีเกี่ยวกับช่วงชีวิตของ Amy Winehouse นักร้องสาวชาวอังกฤษ ซึ่งตัวหนังก็เล่าแบบ Timeline ชีวิตช่วงก่อนที่จะมาเป็นนักร้องผู้โด่งดังจนกระทั่งเธอเสียชีวิต หนังเล่าแบบไหลตามชีวิตของเธอผ่านบทเพลงที่เธอเขียน ซึ่งเนื้อเพลงเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตเธอ ซึ่งเธอถ่ายทอดออกมาได้อย่างจับใจ

สิ่งที่เราได้ขบคิดหลังจากที่หนังจบคือประเด็นเรื่องของสื่อที่มีผลต่อบุคคลและสังคม จะเห็นได้ว่าสื่อนั้นได้ทำการตัดสินชีวิตเธออย่างง่ายๆ(โดยเฉพาะทีวี) มีการกล่าวประชดแดกดันตัวเธอหลายครั้ง แต่หนังเรื่องนี้กลับเป็นสื่อที่เปิดพื้นที่ให้เราได้เข้าไปสำรวจตัวเธอจากบุคคลใกล้ชิดและ Background ชีวิตของเธอ แทนที่เราจะตัดสินตัวเธออย่างรวดเร็ว เรากลับได้ขบคิดว่าช่วงชีวิตคนเรานั้นมันมีหลาย dimension ให้เราได้เรียนรู้ มากกว่าภาพบนหนังสือพิมพ์ Tabloid หรือรายการทีวีดาดๆบางรายการ ประเด็นต่อมาที่เราได้จากหนังคือ อาการ Depress ของ Amy ที่เธอไม่สามารถก้าวข้ามผ่านมันไปได้ แม้จะมีช่วงผลักชีวิตเธอขึ้นมาอีกครั้งคือตอนที่เธอทำ Album Back to Black เราเห็นและรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับกับเธอ เราเศร้าเมื่อเธอเศร้า  แต่สุดท้ายเธอก้าวข้ามความรู้สึกเธอไม่พ้นและไม่มีใครช่วยเธอได้ มันทำให้เรารู้สึกว่าแน่นอนหลายๆคนต้องมีช่วงเวลาที่ Depress ซึ่งเราเป็นเหมือนกัน แต่คนที่จะพาเราก้าวข้ามมันไปคือตัวของเราเอง

แม้หนังจะไม่มีอะไรหวือหวา แต่มันพาเราเข้าไปสำรวจ Subject หนึ่ง(ซึ่งแน่นอนเป็น Subject ที่แข็งแรงมาก) ที่ทำให้การสำรวจคนหรือมองคนๆหนึ่ง อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น รวมถึงในชีวิตจริงของตัวเราด้วย

UMIMACHI_DIARY_OUR_LITTLE_SISTER_Still

Our little sister / Hirokazu Koreeda / Japan / 2015

ผู้เขียนจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ดูหนังเรียบง่ายและงดงามแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะเมื่อห้าหรือหกปีที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้พาเราให้หวนนึกถึงหนังของ Yasujiro Ozu แต่เป็นในแบบเวอร์ชั่นปี 2015 ตัวหนังเรื่องนี้ไม่มีการเล่นแร่แปรธาตุใดๆ มันเล่าตรงๆผ่านการร้อยอารมณ์ของตัวละครแต่ละตัว(อาจจะรวมถึงตัวละครรอบๆข้างตัวละครหลักที่ทำให้ตัวละครหลักนำพาอารมณ์ออกมาสู่คนดูอย่างละมุนละไมและไม่ติดขัด) หนังสร้างอารมณ์ได้ละเอียดละออ รวมถึงภาพที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าเป็นธรรมชาติ ส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกว่าภาพที่เคลื่อนไหวอย่างช้าๆนี้เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกถึงกาลเวลาที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านและเราก็สามารถซึมซับไปกับห้วงเวลากับอารมณ์ที่ผ่านไปกับตัวละครเหมือนการเวียนว่ายตายเกิด

สิ่งที่ผู้เขียนชอบมากๆคือหนังเรื่องนี้พูดถึงการตายหลายช่วงและเหตุการณ์ที่ผู้ที่ตายได้กระทำทิ้งไว้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อคนที่เหลืออยู่ แต่แทนที่หนังจะมีเหตุการณ์ชวนดราม่า มันกลับเลือกพูดถึงสิ่งที่งดงามมากๆในชีวิตคนเราจะอาจจะเรียกได้ว่าเป็นโลกในอุดมคติเลยก็ว่าได้ เราอาจจะเรียกว่านี่คือหนัง”มานุษยนิยม”อีกเรื่องที่เด่นชัดและงดงาม หนังทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าคนที่ตายนั้นได้เดินทางไปอีกที่หนึ่ง ที่ๆเราจะไม่ได้เห็นเขาแล้ว แต่เขามีความทรงจำที่ยึดติดกับเรา ในเชิงกายภาพคนที่อยู่คือคนที่ต้องเดินต่อไปในชีวิตและเลือกทางเดินด้วยตนเอง ตัวละครแต่ละตัวมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และยอมรับความคิดซึ่งกันและกันแม้จะมีความไม่เห็นด้วยหรือความขัดแย้งก็ตาม แม้เรื่องนั้นมันจะท้าทายศีลธรรมมากขนาดไหนก็ตาม

มีหลายฉากหลายซีนและหลายบทสนทนาที่ละลายกฏบางอย่างของสังคมบางสังคมทิ้ง(คือจริงๆอาจจะเป็นความคุ้นชินของสังคมส่วนใหญ่) เช่นฉาก ซึสุ น้องคนเล็กที่เข้าร่วมทีมฟุตบอล ซึ่งในทีมมีผู้หญิงเล่นร่วมกับผู้ชายสองคน คือซึสุกับเพื่อนอีกคนที่เป็นผู้รักษาประตู นี่เป็นตัวอย่างที่บางสังคมอาจจะไม่ได้แปลกอะไร หรือ ฉากที่พี่สาวคนโตต้องตัดสินใจว่าจะไปอเมริกากับชายคนรักหรือไม่ เมื่อเธอตอบไปฝ่ายชายก็ยอมรับในการตัดสินใจนั้น คือนี่อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่เราคิดว่าในสังคมปัจจุบันของเรา เราแทบจะเห็นการยอมรับความคิดของคนอื่นแบบนี้น้อยมากๆ(โดยเฉพาะสังคมที่ข้าพเจ้าอยู่ตอนนี้) เราจึงคิดว่าโลกในหนังเรื่องนี้เป็นดลกที่ไม่ได้หนีจากความเป็นจริงมากนัก แต่เราคิดว่ามันก็ยังเป็นโลกอุดมคติอยู่ดี(เราหวังว่าน่าจะเป็นโลกอุดมคติที่เป็นจริงได้)

มีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้นั่นคือ “โต๊ะอาหาร” ครึ่งหนึ่งของหนังเรื่องนี้เป็นฉากกินอาหารเสียส่วนใหญ่ และโต๊ะอาหารในแต่ละที่ของหนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่เป็นเสมือนแหล่งกำเนิดเรื่องเล่าต่างๆของคนในครอบครัว และชุมชนที่อยู่รอบๆ เรื่องเล่าเหล่านี้หลอมรวมให้ชีวิตจากหลากหลายครอบครัว ได้มารวมตัวกันและแชร์ความรู้สึกภายในต่อกันทำให้เกิดชีวิตและสังคม ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม โดยผ่านเรื่องราวเล็กๆน้อยๆแล้วค่อยประกอบร่างสังคมเป็นภาพรวมใหญ่

howtodisappearcompeletly03

How to disappear completely / Raya Martin / Philippines / 2013

ภาพสังคมและประวัติศาสตร์ของประเทศฟิลลิปปินส์เราอาจจะสามารถหาอ่านตามหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไปได้อย่างดาษดื่น แต่ถ้าเราอยากระเสพประวัติศาสตร์ที่เข้าถีงในเชิงความรู้สึกส่วนลึกของคนฟิลลิปินส์ละก็ มันถูกอัดแน่นอยู่ในหนังเรื่อง How to dissappear completely ของ Raya Martin อย่างเข้มข้นเลยทีเดียว หนังของเขาหลายเรื่องเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของประเทศที่เป็นหมู่เกาะแห่งนี้ แต่โดยตัว context ของหนังนั้น เป็นสภาวะปัญหาของตัวละครในครอบครัวหนึ่งที่พ่อขี้เมาชอบกระทำชำเราลูกสาวตนเองและแม่ผู้ยึดติดตัวเองเขากับศาสนา และหนังยังสะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงทางเพศต่อเพศหญิงอีกด้วย

ครึ่งเรื่องแรกหนังปูเหตุการณ์ให้เราได้รับรู้ถึงเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งผ่านตัวลูกสาวที่มีความหวาดระแวงต่อผู้เป็นพ่อ วิธีหลบหลีกโลกอันแสนเจ็บปวดและหน้าหวาดกลัวนี้คือการอ่านหนังสือ ที่พาเธอจิตนการและหลบหลีกโลกอันโหดร้ายไปได้ชั่วคราว โลกที่ลูกสาวหลบหลีกไปนั้นตัวผู้กำกับได้สร้างโลกแห่งจินตนาการของเธอออกมา แต่มิได้ถ่ายทอดโลกจินตนาการที่แสนจะสวยงาม แต่เป็นโลกกึ่งจริงกึ่งฝันและอุดมไปด้วยดนตรีเสียงสังเคราะห์ ซึ่งให้ความรู้สึกถึงความแปลกแยกและความจริงใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างปลอมๆ พอมาถึงกลางเรื่องซึ่งน่าจะเป็นจุดพีคของหนังนั้น เป็นการนำเรื่องเล่าเรื่องผีแต่โบราณของคนในยุคเก่าก่อนมาเชื่อมโยงกับครอบครัวนี้จะทำให้ความฉิบหายได้บังเกิดขึ้น

หนังเรื่องนี้เป็นหนัง Coming of age (จริงๆก็มีหลากหลาย Genre ให้เเลือก) ที่ผู้เขียนคิดว่าไร้ซึ่งการประณีประนอม การฆ่าพ่อแม่ตัวเองในเรื่องนี้เป็นเหมือนภาพ Metaphor เพื่อจะเชื่อมโยงถึงการตัดขาดจากครอบครัวตัวเองเพื่อไปเผชิญหน้ากับโลกภาพนอก(บ้าน/ครอบครัว ) แม้หนังจะมีบทสรุปที่ไม่ชัดเจนและมีความรุนแรง ซึ่งตัวผู้กำกับน่าจะถ่ายทอดเรื่องราวผลกระทบจากปัญหาเล็กๆในครอบครัว แต่เหมือนกับผู้กำกับจะส่ง Message เกี่ยวกับเรื่องราวความรุนแรงทางเพศผ่านตัวหนัง ซึ่งปัญหานี้มันส่งผลต่างๆมาสู่สังคมภายนอกประดุดั่งหยดน้ำที่ตกกระทบผิวน้ำทำให้มันกระจายวงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ