Our Little Sister – ความงดงามของมนุษย์

UMIMACHI_DIARY_OUR_LITTLE_SISTER_Still

Our little sister / Hirokazu Koreeda / Japan / 2015

ผู้เขียนจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ดูหนังเรียบง่ายและงดงามแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะเมื่อห้าหรือหกปีที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้พาเราให้หวนนึกถึงหนังของ Yasujiro Ozu แต่เป็นในแบบเวอร์ชั่นปี 2015 ตัวหนังเรื่องนี้ไม่มีการเล่นแร่แปรธาตุใดๆ มันเล่าตรงๆผ่านการร้อยอารมณ์ของตัวละครแต่ละตัว(อาจจะรวมถึงตัวละครรอบๆข้างตัวละครหลักที่ทำให้ตัวละครหลักนำพาอารมณ์ออกมาสู่คนดูอย่างละมุนละไมและไม่ติดขัด) หนังสร้างอารมณ์ได้ละเอียดละออ รวมถึงภาพที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าเป็นธรรมชาติ ส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกว่าภาพที่เคลื่อนไหวอย่างช้าๆนี้เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกถึงกาลเวลาที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านและเราก็สามารถซึมซับไปกับห้วงเวลากับอารมณ์ที่ผ่านไปกับตัวละครเหมือนการเวียนว่ายตายเกิด

สิ่งที่ผู้เขียนชอบมากๆคือหนังเรื่องนี้พูดถึงการตายหลายช่วงและเหตุการณ์ที่ผู้ที่ตายได้กระทำทิ้งไว้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อคนที่เหลืออยู่ แต่แทนที่หนังจะมีเหตุการณ์ชวนดราม่า มันกลับเลือกพูดถึงสิ่งที่งดงามมากๆในชีวิตคนเราจะอาจจะเรียกได้ว่าเป็นโลกในอุดมคติเลยก็ว่าได้ เราอาจจะเรียกว่านี่คือหนัง”มานุษยนิยม”อีกเรื่องที่เด่นชัดและงดงาม หนังทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าคนที่ตายนั้นได้เดินทางไปอีกที่หนึ่ง ที่ๆเราจะไม่ได้เห็นเขาแล้ว แต่เขามีความทรงจำที่ยึดติดกับเรา ในเชิงกายภาพคนที่อยู่คือคนที่ต้องเดินต่อไปในชีวิตและเลือกทางเดินด้วยตนเอง ตัวละครแต่ละตัวมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และยอมรับความคิดซึ่งกันและกันแม้จะมีความไม่เห็นด้วยหรือความขัดแย้งก็ตาม แม้เรื่องนั้นมันจะท้าทายศีลธรรมมากขนาดไหนก็ตาม

มีหลายฉากหลายซีนและหลายบทสนทนาที่ละลายกฏบางอย่างของสังคมบางสังคมทิ้ง(คือจริงๆอาจจะเป็นความคุ้นชินของสังคมส่วนใหญ่) เช่นฉาก ซึสุ น้องคนเล็กที่เข้าร่วมทีมฟุตบอล ซึ่งในทีมมีผู้หญิงเล่นร่วมกับผู้ชายสองคน คือซึสุกับเพื่อนอีกคนที่เป็นผู้รักษาประตู นี่เป็นตัวอย่างที่บางสังคมอาจจะไม่ได้แปลกอะไร หรือ ฉากที่พี่สาวคนโตต้องตัดสินใจว่าจะไปอเมริกากับชายคนรักหรือไม่ เมื่อเธอตอบไปฝ่ายชายก็ยอมรับในการตัดสินใจนั้น คือนี่อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่เราคิดว่าในสังคมปัจจุบันของเรา เราแทบจะเห็นการยอมรับความคิดของคนอื่นแบบนี้น้อยมากๆ(โดยเฉพาะสังคมที่ข้าพเจ้าอยู่ตอนนี้) เราจึงคิดว่าโลกในหนังเรื่องนี้เป็นดลกที่ไม่ได้หนีจากความเป็นจริงมากนัก แต่เราคิดว่ามันก็ยังเป็นโลกอุดมคติอยู่ดี(เราหวังว่าน่าจะเป็นโลกอุดมคติที่เป็นจริงได้)

มีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้นั่นคือ “โต๊ะอาหาร” ครึ่งหนึ่งของหนังเรื่องนี้เป็นฉากกินอาหารเสียส่วนใหญ่ และโต๊ะอาหารในแต่ละที่ของหนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่เป็นเสมือนแหล่งกำเนิดเรื่องเล่าต่างๆของคนในครอบครัว และชุมชนที่อยู่รอบๆ เรื่องเล่าเหล่านี้หลอมรวมให้ชีวิตจากหลากหลายครอบครัว ได้มารวมตัวกันและแชร์ความรู้สึกภายในต่อกันทำให้เกิดชีวิตและสังคม ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม โดยผ่านเรื่องราวเล็กๆน้อยๆแล้วค่อยประกอบร่างสังคมเป็นภาพรวมใหญ่

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: