Archive

Monthly Archives: November 2015

No-pic

No (2012) / Pablo Larraín / Chile

เรื่องราวในปี 1988 ในประเทศชิลีที่มีนายพล Agustin Pinochet กับรัฐบาลเผด็จการทหารที่ปกครองชิลีมาถึง 15 ปี ได้ถูกนานาชาติกดดันให้มีการเลือกตั้ง ประชาชนชาวชิลีต้อง Vote Yes หรือ No หาก Vote Yes เป็นฝ่ายชนะ ชิลีจะถูกปกครองโดย Pinochet ต่อไปอีกอย่างน้อย 8 ปี

เรื่องราวต่างๆผู้อ่านสามารถหาอ่านได้เพราะมันเป็น Fact โดยหนังก็เล่าอย่างตรงไปตรงมามี Narrative structure ที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือตัวละครหลักในเรื่องที่ชื่อ Rene ผู้ที่ต้องทำแคมเปญโฆษณาเพื่อนให้คน Vote No เพื่อที่จะไม่ต้องตกอยู่กับเผด็จการของ Pinochet อีกต่อไป ที่น่าสนใจเพราะว่าผู้เขียนเห็นว่า Rene เหมือนจะมีสิ่งที่ฝั่งใจเขาอยู่ เพราะครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบโดยตรงในเรื่อง human right abuses ซึ่งทำให้เขาต้องทนเห็นอดีตภรรยาของเขาไปนอนในคุกอยู่บ่อยๆ (ผู้เขียนเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องการแสดงออกทางการเมือง) หนังไม่ได้บอกว่า Rene กับภรรยาทำไมต้องแยกทางกันโดยทิ้งลูกไว้กับเขา ส่วนภรรยากลับกลายเป็นคนเบลอๆจากการถูกทำลายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ กรอบของครอบครัว Rene ที่หนังฉายให้ดูนั้นดูเหมือนทั้งคู่ต้องแยกจากกันด้วยเหตุผลทางการเมืองซึ่ง Rene ดูจะเป็นคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับฝ่ายรัฐในเชิง Physical มากกว่าภรรยาของเขา แต่โดยอาชีพการงานซึ่งเป็นคนทำโฆษณา Rene กลับใส่ Message ผ่านตัวเนื้องานเพื่อจะแสดงออกทางความคิดของเขาซึ่งในที่สุดมันได้ผล ตัวละครอีกตัวที่อยากพูดถึงคือ Lucho ที่ทำงานกับ Rene ใบบริษัทโฆษณา ซึ่งเขารับทำแคมเปญ Vote Yes ให้กับทางฝั่งรัฐบาลเผด็จการ แม้ทั้งคู่จะมีจุดยื่นที่ต่างกันมากแต่พวกเขาอยู่รวมกันได้แม้ต้องต่อสู้ในสนามของการทำแคมเปญก็ตาม สิ่งที่งดงามมากๆที่ผู้เขียนรู้สึกส่วนตัวคือ มันมีหลายซีนในระหว่างทำโฆษณาแคมเปญ Vote No ของ  Rene พวกเขาทะเลาะกันตลอดเวลา มีซีนหนึ่งในห้องตัดต่อ Rene ไม่ต้องการ Mood and tone ในแบบหนึ่ง แต่เมื่อทั้งทีมลงความเห็นว่ามันเวิร์ค พวกเขาก็ตัดสินใจยอมรับมัน

อีกประเด็นที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจและน่าจะนำไปหาข้อมูลหรืออ่านเพิ่มได้คือประเด็นของสื่อ และ/หรือ การใช้สื่อ ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้เห็นว่ามันมีพลังมากเพียงใดในการชักจูงหรือโน้มน้าวใจคน แต่ผู้เขียนไม่ได้ต้องการจะบอกว่าการนำเสนอแบบไหนเป็นสิ่งที่ดี หากแต่เป็นคนดูคนเสพสื่อต่างหากที่ต้องศึกษาข้อมูลหลายๆอย่าง ในหนังนั้นสื่อที่แสดงออกมานั้นมันมีสองข้างแน่นอนเพราะมันคือโฆษณาของเพื่อโปรโมตของแต่ละฝั่ง แต่เป็นคนรับสื่อที่ต้องพิจารณามัน ผู้เขียนเคยคุยกับเพื่อนเรื่องสื่อในเมืองไทยเช่นกันในประเด็นที่ว่าแม้สื่อมันแบ่งข้างเป็นสองข้าง นั้นมันก็ทำให้เราได้พิจารณาดูเองว่าแต่ละฝั่งนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร สิ่งสำคัญคือเรายังไม่สามารถเชื่ออะไรจากข่าวได้อย่างร้อยเปอร์เซ็น หากแต่ต้องผ่านข้อมูลอีกหลายชั้นจากหลายช่องทางเพื่อประกอบในการทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เราคงไม่ต้องพูดถึงประเด็นที่ว่าะบอบการปกครองแบบไหนดีกว่าระหว่าง Democracy หรือ Dictatorship(จะเรียกแบบไหนก็ได้) ไม่ว่าระบบไหนมันก็ไม่สามารถหยุดความรุนแรงที่เกิดจากอำนาจรัฐได้ และความขัดแย้งนั้นไม่มีทางจะสมานฉันฑ์ได้ในระบบการปกครองของมนุษย์ สมานฉันฑ์นั้นมันมีแต่อยู่ในความคิดเชิงอุดมการณ์เท่านั้น ดังที่ Slavoj Zizek เคยเสนอความคิดเรื่องระบบและความรุนแรงของอำนาจรัฐเอาไว้ว่า ระบบนั้นมันมีการเปลี่ยนแปลงและขัดแย้งกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา และไม่มีระบบใดคงอยู่ได้กัลปวสาน แต่หากต้องการจะเปลี่ยนแปลงคำว่า Reform คงอาจจะไม่พอ อาจจะต้องเป็น การรื้อใหม่ทั้งหมด(Deconstruction) เหมือนช่วงเวลาหนึ่งที่เราสูญเสียระบบ Communism ไป จากนั้นเราค่อยสร้างระบบใหม่ขึ้นมา

หนังเรื่องนี้มีอะไรหลายอย่างเหมือนเมืองไทยมากๆ แม้จะป็นประเทศที่อยู่ห่างกันอีกซีกโลกหนึ่ง แต่มันทำให้ผู้เขียนได้ทบทวนอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับประเทศไทยที่ตอนนี้ไม่มีแม้แต่แคมเปญจะ Vote อะไรเลยด้วยซ้ำ