Archive

Monthly Archives: October 2016

cemeteryofsplendour__article-hero-1130x430

Cemetery of splendour (รักที่ขอนแก่น) /  Apichatpong Weerasethakul / Thailand /2015

พื้นที่ของนักอุดมคติ

“ครั้งหนึ่งที่แห่งนี้เคยเป็นพระราชวัง” คำพูดของตัวละครในหนัง”รักที่ขอนแก่น” ยังติดตรึงอยู่ในหัวของผู้เขียนเป็นเวลาเกือบปีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ คือในตอนแรกผู้เขียนไม่ได้ตกตะกอนในเรื่องราวของหนังเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากนัก จนเมื่อเหตุการณ์ต่างๆทางการเมืองไทยผ่านไปร่วมเกือบปี มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย มันจึงทำให้ผู้เขียนได้ลองกลับมาคิดถึงหนังเรื่องนี้อีกรอบและได้พิจารณากับตัวหนังเป็นครั้งที่สอง ยิ่งพอนำมาเทียบเคียงกับสิ่งต่างๆในช่วงที่ผู้เขียนกำลังเขียนบันทึกอยู่ในตอนนี้ คำพูดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งนักคือเพราะพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่นี้มันไม่เคยเป็นของทุกๆคนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และไม่ว่าคุณผมหรือใครที่เลือกเกิดไม่ได้นั้นพื้นที่แห่งนี้ก็เป็นเหมือนบ้านเช่าหลังหนึ่งที่เราทั้งหลายควรจะสังวรไว้ว่าเรามีหน้าที่เพียงทำตามกฏระเบียบของผู้สร้างพื้นที่แห่งนี้เพียงเท่านั้น หรือในอีกทางหนึ่งเราเองต่างหากที่ยอมรับเงื่อนไขเช่นนี้กันเอง

มีคำพูดของนักเขียนท่านหนึ่ง ซึ่งท่านผู้ล่วงลับท่านนี้เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือเมื่อครั้งที่ท่านถูกจองจำอยู่ที่เกาะเต่า หนังสือซึ่งบรรยายลักษณะสังคมแบบโลกในอุดมคติที่สังคมสยามแห่งนี้มันควรจะเป็นไป ท่านกล่าวถึงชีววิทยาของมนุษย์ซึ่งสามารถแบ่งแยกหรือสอนให้รู้จักหน้าที่กันได้ตั้งแต่กันอยู่ในครรภ์มารดากันเลยทีเดียว เราสามารถพัฒนาความสามารของเด็กให้เป็นไปตามอาชีพที่เป็นผลดีต่อรัฐเศษฐกิจและมันจะผลิตผลประโยชน์ที่ดีเยี่ยม ส่วนประชาชนโดยรวมก็จะมีกินอยู่อย่างสบายไม่ต้องมีอาชญากรรมใดๆให้มันเปลืองพื้นที่ในการสร้างเรือนจำอีกต่อไป ท่านผู้นี้ยังเชื่อในรัฐเศษฐกิจมากกว่ารัฐที่มุ่งเน้นแต่การเมือง(แต่ท่านก็ดูเหมือนจะเกลียดนักการเมืองยิ่งนัก ซึ่งในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ) กระแสความคิดเหล่านี้ดูเหมือนจะตกทอดกันมาแบบรุ่นสู่รุ่น และมีการเข้าใจว่านี้เป็นความคิดเชิงล้ำสมัยจนเกิดการเดินกระบวนของม็อบต่างๆที่เกลียดชังรัฐแบบผู้แทนฯในเหตุการณ์ปัจจุบัน

สิ่งที่กล่าวมานั้นมันไปเกี่ยวโยงกับหนังเรื่อง”รักที่ขอนแก่น”ได้อย่างไร อย่างแรกผู้เขียนอยากจะเริ่มด้วยว่าพื้นที่ในหนังนั้นไม่ใช่พื้นเดียวกับที่นักอุดมคติทั้งหลาย(รวมถึงนักเขียนที่เพิ่งจะอ้างอิงถึง) ซึ่งมันไม่เชื่อมโยงกับนักเขียนผู้มีความคิดเชิงอุดมคติท่านนั้นเท่าไรนักเพราะหนังสือของเขาก็พูดถึงคนที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเป็นคนที่มีอำนาจเดิมที่อยู่ในเมืองหลวงที่ถูกทำให้เป็นศูนย์กลางทั้งหมดของประเทศ(Centralization) เมื่อเรากล่าวถึงไทย(หรือสยามเดิม) เราคิดถึงพื้นที่ใดกันบ้างหรือ บ้างคนอาจจะคิดถึงหัวเมืองหลักๆเช่นอยุธยา เกาะรัตนโกสินบ้าง ฯลฯ(ซึ่งขอนแก่นก็อาจจะใช่ในปัจจุบัน) แต่เพราะมันเป็นพื้นที่ในความทรงจำของผู้กำกับ แน่นอนว่าพื้นที่ในหนังเรื่องนี้ขุดลึกลงถึงประวัติศาสตร์ยุคที่ยังเป็นพื้นที่ที่เรียกกันว่า”ลาวใต้” และยังคงอยู่ในอาณาจักรล้านช้างเดิมอยู่โดยอาจจะเป็นความสนใจของตัวผู้กำกับเอง การเลือกพื้นที่นี้มาเล่ามันจึงเกิดการ decentralization ในเชิงภววิสัย

110676

นอกเหนือจากเรื่องราวของพื้นที่แล้ว สิ่งที่ผู้เขียนอยู่จะพูดถึงอีกประเด็นหนึ่งคือ ตัวละครในหนังเรื่อง”รักที่ขอนแก่น”นั้น เป็นคนชนชั้นกรรมชีพเกือบจะทั้งหมด(ซึ่งก็เป็นคนส่วนมากในประเทศนี้) ป้าเจน นั้นเป็นเหมือนตัวละครหลักในหนัง แต่อันที่จริงแล้วเมื่อเราดูหนังที่ผ่านมาของ อภิชาติพงศ์ ดูเหมือนจะไม่มีใครเป็นตัวหลักเท่าไหร่นัก เหมือนความสำคัญของตัวละครมันถูกกระจายออกไปให้คนอื่นๆด้วย(แม้แต่ตัวประกอบในเรื่อง) แต่เรื่องนี้ผู้เขียนเดาเอาว่าป้าเจนเป็นเหมือนตัวแทน(Represent)ของผู้กำกับเกือบจะชัดเจนมาก หากหนังเรื่องนี้เป็นสไตล์แบบ Magical Realism ตัวป้าเจนกับอภิชาติพงศ์ก็เหมือนจะเป็นร่างทรงเดียวกัน ข้ามมาถึงตัวละครในหนังสือของผู้เป็นนักประพันธ์ที่เรียกตัวเองเป็น Idealist กันบ้าง ตัวละครในหนังสือของเขาก็เป็นเปรียบเสมือนเทวดาตกสวรรค์เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตัวละครของเขานั้นเป็นนักเรียนหัวนอกที่กลับมาประท้วงรัฐที่กระทำการปฎิวัติระบอบเก่า จนทำให้ชีวิตตนเองถูกจับและเมื่อออกมาจากคุกแล้ว เขาก็ไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นคนดีได้ หนังสือเล่มนี้ดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่แบบอุดมคติ(Utopia) แต่ก็ดูเหมือนยังโหยหาอดีตการปกครองแบบดั้งเดิมที่ชีวิตตัวเองนั้นเคยประสบพบเจอมาก่อน และหากมันจะเปลี่ยนก็ต้องไม่ใช่จากพวกทหารบางกลุ่ม จริงๆก็ไม่ได้ผิดอะไรแต่ในเมื่อกระแสสำนึกแบบหลังที่ถูกนำมากขยายใหม่ สร้างใหม่ เกิด Propaganda ทำให้กลุ่มชนชั้นกลางที่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาสามารถผูกโยงและมีผลประโยชน์ร่วมแบบ Collectively มันจึงไม่ต่างอะไรกลับกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่ยอมให้ใครมามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงระบบยกเว้นแต่พักพวกของตนเองผ่านการควบคุมทางกระแสสำนึก ดังนั้นการกำเนิดหนังเรื่อง”รักที่ขอนแก่น”จึงเป็นเหมือนการกระตุ้นคนดูให้กลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ในอีกแง่มุมหนึ่ง(อย่างน้อยที่สุด) ก็กับคนรากหญ้าและไม่ใช่เพียงพื้นที่ในเมืองกรุงเท่านั้น

พื้นที่ในความฝัน

เมื่อหนังถูกวางให้เป็นแนว Magical Realism มันจึงมีการยักย้ายถ่ายเทผ่านการร่างทรงผ่านตัวละครเจ้าแม่ หรือการเล่าถึงวังในอดีต อีกแง่หนึ่งนั้นการ”ร่างทรง”ก็เป็นเสมือนการนำอดีตกลับมายังพื้นที่ปัจจุบันการเหลื่อมซ้อนทับของกาลเวลาเป็นการกล่าวถึงการไม่เดินหน้าไปที่ไหนเลย นี่จึงเป็นความคมคายของหนังที่จะพูดถึงประเด็นที่ตัวผู้กำกับอยากจะพูด แถมยังสามารถตีความไปยังเรื่องอื่นๆได้อีกด้วย โดยส่วนตัวของผู้เขียนเมื่อดูหนังจบลง กลับสงสัยว่าจริงๆแล้วทหารเหล่านี้ที่ถูกดูดพลังไปต่อสู้นั้น ต่อสู้อยู่กับอะไร กำลังปกป้องใคร คำตอบส่วนตัวคือ พวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับอะไรเลยต่างหาก มันเป็นเป็นความฝันลวงที่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาด้วยความชอบธรรม เอาเข้าจริงๆแล้วภาพที่เด่นชัดที่สุดในหนังอาจจะเป็นภาพความฝันของป้าเจนที่เดินอยู่ในห้องเรียนที่มีแต่ความมืดมิดและซากปรักหักพังเท่านั้นเอง