Archive

Film

110676

1. รักที่ขอนแก่น Cemetery of Splendour (2015) / Apichatpong Weerasethakul / Thailand

2. Court /Chaitanya Tamhane / India / 2014

3. A City of Sadness(1989) / Hou hsiao hsian / Taiwan

4. Behemoth (2015) / Zhao liang / China

5. Mountains May Depart / Zhangke jia / China / 2015

6. The Conversation (1974) / Francis Ford Coppola / USA

7. The Witch (2015) / Robert Eggers / USA

8. ดาวคะนอง (By the time it gets dark) / Anocha Suwichakornpong / 2016 / Thailand

9. Still Walking (2008) / Hirokazu Koreeda / Japan

10. Embrace of the serpent / Ciro Guerra / 2015 / Colombia

Advertisements

15241754_1265674316825913_7132348891548297698_n

LU YANG’s (44 นาที)

– WRATHFUL KING KONG CORE (2011, 15 นาที)
– UTERUS MAN (2013, 12 นาที)
– DELUSIONAL MANDALA (2015, 17 นาที)

หนังชุดของศิลปินจีนคนนี้เป็นที่ถูกใจเราที่สุดของวัน ชอบที่มันเชื่อมโยง Metaphysics และ Post-human

GEORGE CLARK + CHEONG KIN MAN ‘s

– SEA OF CLOUDS (2016, GEORGE CLARK, 17 นาที)
– A USELESS FICTION (2014, CHEONG KIN MAN, 30 นาที)

งานตัวแรกของ GEORGE CLARK งดงามมากๆ ส่วนตัวที่สองของ CHEONG KIN MAN ‘s นั้นเราชอบเรื่องการนำคนชาติอื่นมาพัฒนาสร้างชาติของตน คือ มันเหมือนไทยในยุคที่นำคนจีนอพยพเข้ามานั้นแหละ แล้วเราก็ชอบตัวภาษาที่อยู่ในตัวงานด้วย

ENZO CILLO ’s (55 นาที)

– LIGHT NIGHT (2016, 11 นาที)
– IN THE DARK DEEP PART OF THE NIGHT (2015, 10 นาที)
– SLOW (2015 , 7 นาที)
– BLACKOUT(2015 10 นาที)
– WHAT REMAINS(2015 , 7 นาที)
– NOVA EXPRESS (2016 10 นาที)

ชอบงานของ Enzo ทุกตัวเลย ตอนดูนี่เหมือนการทำสมาธิแบบหนึ่งและตัวงานมัน Challenges perception ของเรามากๆ แล้วเรายังชื่นชมการสร้างความมืดให้มีรูปทรงได้ งดงามมาก

ROUZBEH RASHIDI’s

– TRAILERS (2016, ROUZBEH RASHIDI, IRELAND) 180 นาที

เราว่างานมันท้าทายความอดทนอดกลั้นของเรามากๆนะ ในช่วงหนึ่งเราเกือบจะทนไม่ไหว แต่อยู่ดีๆเรากลับคุ้นชินกับภาพและเสียงที่มันดึงประสาทสัมผัสทุกอย่างของเราออกมาทั้งหมด คือเราว่าคนทำก็จงใจจะให้ภาพและเสียงมันก่อกวนอย่างถึงที่สุดด้วย ซึ่งเราก็ยอมรับนะว่ามันไปได้สุดทางมาก

cemeteryofsplendour__article-hero-1130x430

Cemetery of splendour (รักที่ขอนแก่น) /  Apichatpong Weerasethakul / Thailand /2015

พื้นที่ของนักอุดมคติ

“ครั้งหนึ่งที่แห่งนี้เคยเป็นพระราชวัง” คำพูดของตัวละครในหนัง”รักที่ขอนแก่น” ยังติดตรึงอยู่ในหัวของผู้เขียนเป็นเวลาเกือบปีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ คือในตอนแรกผู้เขียนไม่ได้ตกตะกอนในเรื่องราวของหนังเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากนัก จนเมื่อเหตุการณ์ต่างๆทางการเมืองไทยผ่านไปร่วมเกือบปี มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย มันจึงทำให้ผู้เขียนได้ลองกลับมาคิดถึงหนังเรื่องนี้อีกรอบและได้พิจารณากับตัวหนังเป็นครั้งที่สอง ยิ่งพอนำมาเทียบเคียงกับสิ่งต่างๆในช่วงที่ผู้เขียนกำลังเขียนบันทึกอยู่ในตอนนี้ คำพูดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งนักคือเพราะพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่นี้มันไม่เคยเป็นของทุกๆคนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และไม่ว่าคุณผมหรือใครที่เลือกเกิดไม่ได้นั้นพื้นที่แห่งนี้ก็เป็นเหมือนบ้านเช่าหลังหนึ่งที่เราทั้งหลายควรจะสังวรไว้ว่าเรามีหน้าที่เพียงทำตามกฏระเบียบของผู้สร้างพื้นที่แห่งนี้เพียงเท่านั้น หรือในอีกทางหนึ่งเราเองต่างหากที่ยอมรับเงื่อนไขเช่นนี้กันเอง

มีคำพูดของนักเขียนท่านหนึ่ง ซึ่งท่านผู้ล่วงลับท่านนี้เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือเมื่อครั้งที่ท่านถูกจองจำอยู่ที่เกาะเต่า หนังสือซึ่งบรรยายลักษณะสังคมแบบโลกในอุดมคติที่สังคมสยามแห่งนี้มันควรจะเป็นไป ท่านกล่าวถึงชีววิทยาของมนุษย์ซึ่งสามารถแบ่งแยกหรือสอนให้รู้จักหน้าที่กันได้ตั้งแต่กันอยู่ในครรภ์มารดากันเลยทีเดียว เราสามารถพัฒนาความสามารของเด็กให้เป็นไปตามอาชีพที่เป็นผลดีต่อรัฐเศษฐกิจและมันจะผลิตผลประโยชน์ที่ดีเยี่ยม ส่วนประชาชนโดยรวมก็จะมีกินอยู่อย่างสบายไม่ต้องมีอาชญากรรมใดๆให้มันเปลืองพื้นที่ในการสร้างเรือนจำอีกต่อไป ท่านผู้นี้ยังเชื่อในรัฐเศษฐกิจมากกว่ารัฐที่มุ่งเน้นแต่การเมือง(แต่ท่านก็ดูเหมือนจะเกลียดนักการเมืองยิ่งนัก ซึ่งในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ) กระแสความคิดเหล่านี้ดูเหมือนจะตกทอดกันมาแบบรุ่นสู่รุ่น และมีการเข้าใจว่านี้เป็นความคิดเชิงล้ำสมัยจนเกิดการเดินกระบวนของม็อบต่างๆที่เกลียดชังรัฐแบบผู้แทนฯในเหตุการณ์ปัจจุบัน

สิ่งที่กล่าวมานั้นมันไปเกี่ยวโยงกับหนังเรื่อง”รักที่ขอนแก่น”ได้อย่างไร อย่างแรกผู้เขียนอยากจะเริ่มด้วยว่าพื้นที่ในหนังนั้นไม่ใช่พื้นเดียวกับที่นักอุดมคติทั้งหลาย(รวมถึงนักเขียนที่เพิ่งจะอ้างอิงถึง) ซึ่งมันไม่เชื่อมโยงกับนักเขียนผู้มีความคิดเชิงอุดมคติท่านนั้นเท่าไรนักเพราะหนังสือของเขาก็พูดถึงคนที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเป็นคนที่มีอำนาจเดิมที่อยู่ในเมืองหลวงที่ถูกทำให้เป็นศูนย์กลางทั้งหมดของประเทศ(Centralization) เมื่อเรากล่าวถึงไทย(หรือสยามเดิม) เราคิดถึงพื้นที่ใดกันบ้างหรือ บ้างคนอาจจะคิดถึงหัวเมืองหลักๆเช่นอยุธยา เกาะรัตนโกสินบ้าง ฯลฯ(ซึ่งขอนแก่นก็อาจจะใช่ในปัจจุบัน) แต่เพราะมันเป็นพื้นที่ในความทรงจำของผู้กำกับ แน่นอนว่าพื้นที่ในหนังเรื่องนี้ขุดลึกลงถึงประวัติศาสตร์ยุคที่ยังเป็นพื้นที่ที่เรียกกันว่า”ลาวใต้” และยังคงอยู่ในอาณาจักรล้านช้างเดิมอยู่โดยอาจจะเป็นความสนใจของตัวผู้กำกับเอง การเลือกพื้นที่นี้มาเล่ามันจึงเกิดการ decentralization ในเชิงภววิสัย

110676

นอกเหนือจากเรื่องราวของพื้นที่แล้ว สิ่งที่ผู้เขียนอยู่จะพูดถึงอีกประเด็นหนึ่งคือ ตัวละครในหนังเรื่อง”รักที่ขอนแก่น”นั้น เป็นคนชนชั้นกรรมชีพเกือบจะทั้งหมด(ซึ่งก็เป็นคนส่วนมากในประเทศนี้) ป้าเจน นั้นเป็นเหมือนตัวละครหลักในหนัง แต่อันที่จริงแล้วเมื่อเราดูหนังที่ผ่านมาของ อภิชาติพงศ์ ดูเหมือนจะไม่มีใครเป็นตัวหลักเท่าไหร่นัก เหมือนความสำคัญของตัวละครมันถูกกระจายออกไปให้คนอื่นๆด้วย(แม้แต่ตัวประกอบในเรื่อง) แต่เรื่องนี้ผู้เขียนเดาเอาว่าป้าเจนเป็นเหมือนตัวแทน(Represent)ของผู้กำกับเกือบจะชัดเจนมาก หากหนังเรื่องนี้เป็นสไตล์แบบ Magical Realism ตัวป้าเจนกับอภิชาติพงศ์ก็เหมือนจะเป็นร่างทรงเดียวกัน ข้ามมาถึงตัวละครในหนังสือของผู้เป็นนักประพันธ์ที่เรียกตัวเองเป็น Idealist กันบ้าง ตัวละครในหนังสือของเขาก็เป็นเปรียบเสมือนเทวดาตกสวรรค์เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตัวละครของเขานั้นเป็นนักเรียนหัวนอกที่กลับมาประท้วงรัฐที่กระทำการปฎิวัติระบอบเก่า จนทำให้ชีวิตตนเองถูกจับและเมื่อออกมาจากคุกแล้ว เขาก็ไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นคนดีได้ หนังสือเล่มนี้ดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่แบบอุดมคติ(Utopia) แต่ก็ดูเหมือนยังโหยหาอดีตการปกครองแบบดั้งเดิมที่ชีวิตตัวเองนั้นเคยประสบพบเจอมาก่อน และหากมันจะเปลี่ยนก็ต้องไม่ใช่จากพวกทหารบางกลุ่ม จริงๆก็ไม่ได้ผิดอะไรแต่ในเมื่อกระแสสำนึกแบบหลังที่ถูกนำมากขยายใหม่ สร้างใหม่ เกิด Propaganda ทำให้กลุ่มชนชั้นกลางที่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาสามารถผูกโยงและมีผลประโยชน์ร่วมแบบ Collectively มันจึงไม่ต่างอะไรกลับกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่ยอมให้ใครมามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงระบบยกเว้นแต่พักพวกของตนเองผ่านการควบคุมทางกระแสสำนึก ดังนั้นการกำเนิดหนังเรื่อง”รักที่ขอนแก่น”จึงเป็นเหมือนการกระตุ้นคนดูให้กลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ในอีกแง่มุมหนึ่ง(อย่างน้อยที่สุด) ก็กับคนรากหญ้าและไม่ใช่เพียงพื้นที่ในเมืองกรุงเท่านั้น

พื้นที่ในความฝัน

เมื่อหนังถูกวางให้เป็นแนว Magical Realism มันจึงมีการยักย้ายถ่ายเทผ่านการร่างทรงผ่านตัวละครเจ้าแม่ หรือการเล่าถึงวังในอดีต อีกแง่หนึ่งนั้นการ”ร่างทรง”ก็เป็นเสมือนการนำอดีตกลับมายังพื้นที่ปัจจุบันการเหลื่อมซ้อนทับของกาลเวลาเป็นการกล่าวถึงการไม่เดินหน้าไปที่ไหนเลย นี่จึงเป็นความคมคายของหนังที่จะพูดถึงประเด็นที่ตัวผู้กำกับอยากจะพูด แถมยังสามารถตีความไปยังเรื่องอื่นๆได้อีกด้วย โดยส่วนตัวของผู้เขียนเมื่อดูหนังจบลง กลับสงสัยว่าจริงๆแล้วทหารเหล่านี้ที่ถูกดูดพลังไปต่อสู้นั้น ต่อสู้อยู่กับอะไร กำลังปกป้องใคร คำตอบส่วนตัวคือ พวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับอะไรเลยต่างหาก มันเป็นเป็นความฝันลวงที่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาด้วยความชอบธรรม เอาเข้าจริงๆแล้วภาพที่เด่นชัดที่สุดในหนังอาจจะเป็นภาพความฝันของป้าเจนที่เดินอยู่ในห้องเรียนที่มีแต่ความมืดมิดและซากปรักหักพังเท่านั้นเอง

b5ll0zacyaeo8gx

The jinx : The Life and Deaths of Robert Durst / Andrew Jarecki / US / 2015
ปกติไม่ค่อยดูซีรีย์เท่าไหร่ เพราะไม่ชอบดูอะไรแบบหลายวันหลายอาทิตย์ พอดีเรื่องนี้มันมีแค่ 6 Chapter ก็เลยคิดว่าลองดูดีกว่า ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ว่า genre ของเรื่องนี้มันเป็นสารคดี,เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และSubject ของเรื่องก็มีพลังมากพอที่จะทำให้เรื่องน่าสนใจ
หนังเล่าเรื่องชีวิตของ Robert Durst ฆาตกรฆ่าสามศพ คนแรกคือ แคเทอรีน ภรรยายของเขา(หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย) คนที่สองคือ Susan Berman ที่เป็นเพื่อนรักของเขาเอง สุดท้ายคือเพื่อนบ้าน ฆ่าและหั่นศพโยนลงทะเล

วิธีการเล่าของหนังส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Talking head คือนั่งสัมภาษณ์ และนำฟุตเตจต่างๆซึ่งมีทั้งจริงและภาพเหตุการณ์จำลอง ซึ่งทำออกมาได้ค่อนข้างเนี๊ยบและเล่าเรื่องไม่ได้น่าเบื่ออะไร แต่ที่เราชอบคือการที่ผู้กำกับจับเอาตัวของ Robert Durst มานั่งสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการได้ เราจึงได้จับจ้องอริยาบทในการพูดคุยของเขาได้อย่างละเอียดยิบ

แม้เราจะคิดว่าตัว Robert Durst จะเป็นฆาตกรที่ถูกจับแบบ ridiculous สักหน่อย แต่เนื่องจากเราจะได้เห็นเขาในอริยาบทต่างๆจนทำให้เราคิดว่าบางทีเขาก็อยากจะให้ถูกจับเสียเอง และ/หรือการที่เขายอมเข้ามาอยู่ในหนังเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นการบำบัดจิตใจของตัวเขาเองอย่างไม่รู้ตัวจากความทรงจำและสภาพแวดล้อมในวัยเด็กของเขาเสียเอง
ในช่วงที่หนังเล่าเรื่องวัยเด็กของเขานั้น เราค่อนข้าง relate กับเขาพอสมควรเพราะมันทำให้เราคิดถึงสภาพแวดล้อมในบ้านของเราเองในวัยเด็ก การแก่งแย้งชิงดีในธุรกิจพันล้าน การกีดกันคนในครอบครัว แรงกดดันจากสังคมฯลฯ มันอาจจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความคิดและจิตใจของ Robert ก็อาจจะเป็นได้

มีหนังสารคดีอีกเรื่องที่เราคิดว่ามี message ที่เหมือนกันคือเรื่อง Dear Zachary: A Letter to a Son About His Father แต่ เราคิดว่า The jinx มีความ emotional น้อยกว่า ส่วน message ที่ว่านั้นคือ”กระบวนการยุติธรรมของรัฐ”
สิ่งสุดท้ายที่เรารู้สึกและทำให้ได้คิดมากขึ้นหลังจากดูจบคือประเด็นของ”สื่อภาพยนตร์”ที่เป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลอย่างมหาศาล มันสามารถเป็นสิ่งที่กลับมาค้นหาและตรวจสอบชีวิตคนเราได้มากกว่าที่คิดยิ่งนัก มันเปรียบกับเป็นการบันทึกและเป็นชิ้นส่วนของหลักฐานสำคัญที่ทำให้สุดท้ายแล้วภาพยนตร์นั้นมีคุณค่ามากกว่าความบันเทิง

mistress-america-playlist-poster-exclusive

Mistress America / Noah Baumbach / 2015 / US

ความสัมพันธ์ของหญิงสาวสองคนในนิวยอร์กเป็นสิ่งที่ Noah Baumbach หยิบยกมาเล่าในหนังเรื่องนี้และสะท้อนวิถีชีวิตแบบคนเมืองประเทศโลกที่หนึ่งอย่างแจ่มชัด นี่ไม่ใช่เรื่องแรกที่เขาหยิบยกเรื่องราวความสัมพันธ์ของหญิงสาวในมหานครนิวยอร์กมาเล่า ครั้งที่แล้วเขานำเรื่องราวของหญิงสาวที่กำลังค้นหาตัวเองและทำชีวิตให้เป็นดั่งฝันแบบ American Dream ใน Frances Ha

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้ากลับรู้สึกชอบ Frances Ha มากกว่าเรื่องนี้มากเพราะความผิดฝาผิดตัวในการแคสติ้งนักแสดง(ยกเว้นสองนักแสดงหลัก) ซึ่งดูขัดๆอย่างไรชอบกล บางคนยังดูเหมือนถูกจัดวางมาให้เล่นแบบ Stereotype มากๆ แม้จุดเด่นจากเรื่องที่แล้วคือบทสนทนาที่ดูจะไร้สาระแต่เราชอบมาก กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น(หรือเทียบเท่า)ในหนังเรื่องนี้และดูเหมือจะกลายเป็น Hyper-talk อีกด้วย แต่สิ่งที่เราชอบกลับกลายเป็นประเด็นหลักที่หนังพูดถึงคือการขโมยงาน(Immitation) หนังแสดงให้เราเห็นความผิดพลาดของตัวละคร ซึ่งในชีวิตคนเราก็อาจจะเคยทำแบบนั้นก็ได้ อีกอย่างที่ข้าพเจ้าชอบคือความสัมพันธ์ของ Tracy และ Brooke ที่ทำให้เรารู้สึกว่าในช่องว่างของความรู้สึก เหมือนทั้งคู่จะรักกันมากเลยทีเดียว

 

image

1. Arabian Night / Miguel Gomes /2015 / Portugal

2. The time to live and the time to die / Hou Hsiao hsian / 1985 / Taiwan

3. Force majeure (2014) / Ruben Östlund / Swenden

4. From what is before / Lav Diaz /2014 / Philippine

5. Snap / Kongdej Jaturunratsamee / 2015 / Thailand

6. No / Paolo Larrain / 2014 / Chile

7. Videophilia / Juan Daniel F. Molero / 2015 / Peru

8. How to disappear completely / Raya Martin / 2014 / Philippine

9. Pk / Rajkumar Hirani / 2014 / India

10. Amy / Asif Kapadia / 2015 / US

No-pic

No (2012) / Pablo Larraín / Chile

เรื่องราวในปี 1988 ในประเทศชิลีที่มีนายพล Agustin Pinochet กับรัฐบาลเผด็จการทหารที่ปกครองชิลีมาถึง 15 ปี ได้ถูกนานาชาติกดดันให้มีการเลือกตั้ง ประชาชนชาวชิลีต้อง Vote Yes หรือ No หาก Vote Yes เป็นฝ่ายชนะ ชิลีจะถูกปกครองโดย Pinochet ต่อไปอีกอย่างน้อย 8 ปี

เรื่องราวต่างๆผู้อ่านสามารถหาอ่านได้เพราะมันเป็น Fact โดยหนังก็เล่าอย่างตรงไปตรงมามี Narrative structure ที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือตัวละครหลักในเรื่องที่ชื่อ Rene ผู้ที่ต้องทำแคมเปญโฆษณาเพื่อนให้คน Vote No เพื่อที่จะไม่ต้องตกอยู่กับเผด็จการของ Pinochet อีกต่อไป ที่น่าสนใจเพราะว่าผู้เขียนเห็นว่า Rene เหมือนจะมีสิ่งที่ฝั่งใจเขาอยู่ เพราะครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบโดยตรงในเรื่อง human right abuses ซึ่งทำให้เขาต้องทนเห็นอดีตภรรยาของเขาไปนอนในคุกอยู่บ่อยๆ (ผู้เขียนเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องการแสดงออกทางการเมือง) หนังไม่ได้บอกว่า Rene กับภรรยาทำไมต้องแยกทางกันโดยทิ้งลูกไว้กับเขา ส่วนภรรยากลับกลายเป็นคนเบลอๆจากการถูกทำลายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ กรอบของครอบครัว Rene ที่หนังฉายให้ดูนั้นดูเหมือนทั้งคู่ต้องแยกจากกันด้วยเหตุผลทางการเมืองซึ่ง Rene ดูจะเป็นคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับฝ่ายรัฐในเชิง Physical มากกว่าภรรยาของเขา แต่โดยอาชีพการงานซึ่งเป็นคนทำโฆษณา Rene กลับใส่ Message ผ่านตัวเนื้องานเพื่อจะแสดงออกทางความคิดของเขาซึ่งในที่สุดมันได้ผล ตัวละครอีกตัวที่อยากพูดถึงคือ Lucho ที่ทำงานกับ Rene ใบบริษัทโฆษณา ซึ่งเขารับทำแคมเปญ Vote Yes ให้กับทางฝั่งรัฐบาลเผด็จการ แม้ทั้งคู่จะมีจุดยื่นที่ต่างกันมากแต่พวกเขาอยู่รวมกันได้แม้ต้องต่อสู้ในสนามของการทำแคมเปญก็ตาม สิ่งที่งดงามมากๆที่ผู้เขียนรู้สึกส่วนตัวคือ มันมีหลายซีนในระหว่างทำโฆษณาแคมเปญ Vote No ของ  Rene พวกเขาทะเลาะกันตลอดเวลา มีซีนหนึ่งในห้องตัดต่อ Rene ไม่ต้องการ Mood and tone ในแบบหนึ่ง แต่เมื่อทั้งทีมลงความเห็นว่ามันเวิร์ค พวกเขาก็ตัดสินใจยอมรับมัน

อีกประเด็นที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจและน่าจะนำไปหาข้อมูลหรืออ่านเพิ่มได้คือประเด็นของสื่อ และ/หรือ การใช้สื่อ ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้เห็นว่ามันมีพลังมากเพียงใดในการชักจูงหรือโน้มน้าวใจคน แต่ผู้เขียนไม่ได้ต้องการจะบอกว่าการนำเสนอแบบไหนเป็นสิ่งที่ดี หากแต่เป็นคนดูคนเสพสื่อต่างหากที่ต้องศึกษาข้อมูลหลายๆอย่าง ในหนังนั้นสื่อที่แสดงออกมานั้นมันมีสองข้างแน่นอนเพราะมันคือโฆษณาของเพื่อโปรโมตของแต่ละฝั่ง แต่เป็นคนรับสื่อที่ต้องพิจารณามัน ผู้เขียนเคยคุยกับเพื่อนเรื่องสื่อในเมืองไทยเช่นกันในประเด็นที่ว่าแม้สื่อมันแบ่งข้างเป็นสองข้าง นั้นมันก็ทำให้เราได้พิจารณาดูเองว่าแต่ละฝั่งนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร สิ่งสำคัญคือเรายังไม่สามารถเชื่ออะไรจากข่าวได้อย่างร้อยเปอร์เซ็น หากแต่ต้องผ่านข้อมูลอีกหลายชั้นจากหลายช่องทางเพื่อประกอบในการทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เราคงไม่ต้องพูดถึงประเด็นที่ว่าะบอบการปกครองแบบไหนดีกว่าระหว่าง Democracy หรือ Dictatorship(จะเรียกแบบไหนก็ได้) ไม่ว่าระบบไหนมันก็ไม่สามารถหยุดความรุนแรงที่เกิดจากอำนาจรัฐได้ และความขัดแย้งนั้นไม่มีทางจะสมานฉันฑ์ได้ในระบบการปกครองของมนุษย์ สมานฉันฑ์นั้นมันมีแต่อยู่ในความคิดเชิงอุดมการณ์เท่านั้น ดังที่ Slavoj Zizek เคยเสนอความคิดเรื่องระบบและความรุนแรงของอำนาจรัฐเอาไว้ว่า ระบบนั้นมันมีการเปลี่ยนแปลงและขัดแย้งกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา และไม่มีระบบใดคงอยู่ได้กัลปวสาน แต่หากต้องการจะเปลี่ยนแปลงคำว่า Reform คงอาจจะไม่พอ อาจจะต้องเป็น การรื้อใหม่ทั้งหมด(Deconstruction) เหมือนช่วงเวลาหนึ่งที่เราสูญเสียระบบ Communism ไป จากนั้นเราค่อยสร้างระบบใหม่ขึ้นมา

หนังเรื่องนี้มีอะไรหลายอย่างเหมือนเมืองไทยมากๆ แม้จะป็นประเทศที่อยู่ห่างกันอีกซีกโลกหนึ่ง แต่มันทำให้ผู้เขียนได้ทบทวนอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับประเทศไทยที่ตอนนี้ไม่มีแม้แต่แคมเปญจะ Vote อะไรเลยด้วยซ้ำ