No-pic

No (2012) / Pablo Larraín / Chile

เรื่องราวในปี 1988 ในประเทศชิลีที่มีนายพล Agustin Pinochet กับรัฐบาลเผด็จการทหารที่ปกครองชิลีมาถึง 15 ปี ได้ถูกนานาชาติกดดันให้มีการเลือกตั้ง ประชาชนชาวชิลีต้อง Vote Yes หรือ No หาก Vote Yes เป็นฝ่ายชนะ ชิลีจะถูกปกครองโดย Pinochet ต่อไปอีกอย่างน้อย 8 ปี

เรื่องราวต่างๆผู้อ่านสามารถหาอ่านได้เพราะมันเป็น Fact โดยหนังก็เล่าอย่างตรงไปตรงมามี Narrative structure ที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือตัวละครหลักในเรื่องที่ชื่อ Rene ผู้ที่ต้องทำแคมเปญโฆษณาเพื่อนให้คน Vote No เพื่อที่จะไม่ต้องตกอยู่กับเผด็จการของ Pinochet อีกต่อไป ที่น่าสนใจเพราะว่าผู้เขียนเห็นว่า Rene เหมือนจะมีสิ่งที่ฝั่งใจเขาอยู่ เพราะครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบโดยตรงในเรื่อง human right abuses ซึ่งทำให้เขาต้องทนเห็นอดีตภรรยาของเขาไปนอนในคุกอยู่บ่อยๆ (ผู้เขียนเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องการแสดงออกทางการเมือง) หนังไม่ได้บอกว่า Rene กับภรรยาทำไมต้องแยกทางกันโดยทิ้งลูกไว้กับเขา ส่วนภรรยากลับกลายเป็นคนเบลอๆจากการถูกทำลายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ กรอบของครอบครัว Rene ที่หนังฉายให้ดูนั้นดูเหมือนทั้งคู่ต้องแยกจากกันด้วยเหตุผลทางการเมืองซึ่ง Rene ดูจะเป็นคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับฝ่ายรัฐในเชิง Physical มากกว่าภรรยาของเขา แต่โดยอาชีพการงานซึ่งเป็นคนทำโฆษณา Rene กลับใส่ Message ผ่านตัวเนื้องานเพื่อจะแสดงออกทางความคิดของเขาซึ่งในที่สุดมันได้ผล ตัวละครอีกตัวที่อยากพูดถึงคือ Lucho ที่ทำงานกับ Rene ใบบริษัทโฆษณา ซึ่งเขารับทำแคมเปญ Vote Yes ให้กับทางฝั่งรัฐบาลเผด็จการ แม้ทั้งคู่จะมีจุดยื่นที่ต่างกันมากแต่พวกเขาอยู่รวมกันได้แม้ต้องต่อสู้ในสนามของการทำแคมเปญก็ตาม สิ่งที่งดงามมากๆที่ผู้เขียนรู้สึกส่วนตัวคือ มันมีหลายซีนในระหว่างทำโฆษณาแคมเปญ Vote No ของ  Rene พวกเขาทะเลาะกันตลอดเวลา มีซีนหนึ่งในห้องตัดต่อ Rene ไม่ต้องการ Mood and tone ในแบบหนึ่ง แต่เมื่อทั้งทีมลงความเห็นว่ามันเวิร์ค พวกเขาก็ตัดสินใจยอมรับมัน

อีกประเด็นที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจและน่าจะนำไปหาข้อมูลหรืออ่านเพิ่มได้คือประเด็นของสื่อ และ/หรือ การใช้สื่อ ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้เห็นว่ามันมีพลังมากเพียงใดในการชักจูงหรือโน้มน้าวใจคน แต่ผู้เขียนไม่ได้ต้องการจะบอกว่าการนำเสนอแบบไหนเป็นสิ่งที่ดี หากแต่เป็นคนดูคนเสพสื่อต่างหากที่ต้องศึกษาข้อมูลหลายๆอย่าง ในหนังนั้นสื่อที่แสดงออกมานั้นมันมีสองข้างแน่นอนเพราะมันคือโฆษณาของเพื่อโปรโมตของแต่ละฝั่ง แต่เป็นคนรับสื่อที่ต้องพิจารณามัน ผู้เขียนเคยคุยกับเพื่อนเรื่องสื่อในเมืองไทยเช่นกันในประเด็นที่ว่าแม้สื่อมันแบ่งข้างเป็นสองข้าง นั้นมันก็ทำให้เราได้พิจารณาดูเองว่าแต่ละฝั่งนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร สิ่งสำคัญคือเรายังไม่สามารถเชื่ออะไรจากข่าวได้อย่างร้อยเปอร์เซ็น หากแต่ต้องผ่านข้อมูลอีกหลายชั้นจากหลายช่องทางเพื่อประกอบในการทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เราคงไม่ต้องพูดถึงประเด็นที่ว่าะบอบการปกครองแบบไหนดีกว่าระหว่าง Democracy หรือ Dictatorship(จะเรียกแบบไหนก็ได้) ไม่ว่าระบบไหนมันก็ไม่สามารถหยุดความรุนแรงที่เกิดจากอำนาจรัฐได้ และความขัดแย้งนั้นไม่มีทางจะสมานฉันฑ์ได้ในระบบการปกครองของมนุษย์ สมานฉันฑ์นั้นมันมีแต่อยู่ในความคิดเชิงอุดมการณ์เท่านั้น ดังที่ Slavoj Zizek เคยเสนอความคิดเรื่องระบบและความรุนแรงของอำนาจรัฐเอาไว้ว่า ระบบนั้นมันมีการเปลี่ยนแปลงและขัดแย้งกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา และไม่มีระบบใดคงอยู่ได้กัลปวสาน แต่หากต้องการจะเปลี่ยนแปลงคำว่า Reform คงอาจจะไม่พอ อาจจะต้องเป็น การรื้อใหม่ทั้งหมด(Deconstruction) เหมือนช่วงเวลาหนึ่งที่เราสูญเสียระบบ Communism ไป จากนั้นเราค่อยสร้างระบบใหม่ขึ้นมา

หนังเรื่องนี้มีอะไรหลายอย่างเหมือนเมืองไทยมากๆ แม้จะป็นประเทศที่อยู่ห่างกันอีกซีกโลกหนึ่ง แต่มันทำให้ผู้เขียนได้ทบทวนอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับประเทศไทยที่ตอนนี้ไม่มีแม้แต่แคมเปญจะ Vote อะไรเลยด้วยซ้ำ

the-tribe-poster (1)

The Tribe / Miroslav Slaboshpitsky / Ukraine | Netherlands / 2014

ประเด็นของหนังเรื่องนี้สำหรับผู้เขียนแล้วอาจจะไม่ได้ใหม่อะไร แต่ Form ของหนังและวิธีการเล่านั้นถือว่าน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกล้อง หรือการแสดง(ซึ่งเป็น Gesture ที่เราอาจจะไม่เข้าใจใน Detail ต่างๆ แต่มันนำพาเราไปทำความรู้จักภาษาที่เราไม่คุ้นเคย) และสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเราคือการเคลื่อนกล้องของหนัง ซึ่งเป็น Long take เสียส่วนใหญ่ (1 scene อาจจะเท่ากับ 1 Shot เท่านั้น) วิธีการเช่นนี้ไม่ใช่ว่ายังไม่เคยมีคนทำ แต่มันก็น่าสนใจไม่น้อยในการเปลี่ยนสถานที่และอารมณ์ของนักแสดงที่สมูทมากๆ รวมถึงการจัดวาง (blocking) ต่างๆในเฟรมภาพที่เรียกได้ว่าน่าทึ่งเลยทีเดียว

เมื่อกล่าวถึงประเด็นของหนังที่พูดถึง Social Pressure ตัวหนังจัดวางและเล่าในแบบที่ผู้เขียนรู้สึกว่า กลุ่มคนในหนังเรื่องนี้เหมือนเป็นกลุ่มวานรในยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นรูปแบบสังคมรูปแบบหนึ่งที่สัตว์จำพวกหนึ่งได้ร่วมกันสร้างขึ้นมา แต่ทีนี้การเลือกใช้กลุ่มคนที่เป็น deaf ในหนังเรื่องนี้เป็นกลุ่มที่เป็นภาพแทนสังคมหนึ่งนั้นก็ยิ่งตอกย้ำในการย้อนยุคกลับไปสำรวจความเป็นสังคมแบบดิบๆและการสื่อสารกันในแบบที่สังคมยังไม่ได้ผลิตภาษากันขึ้นมา(หรือตกอยู่ในโครงสร้างของภาษาพูด) กล่าวอีกอย่างหนังเรื่องนี้สื่อสารกันด้วยการมอง ซึ่งเป็นการสื่อสารที่มาก่อนภาษาที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาทีหลัง นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนชอบและได้รู้สึกไปทั่วอนูของร่างกายในการชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ เพราะตัวหนังมันเรียกร้องให้เรามองดูภาพมากกว่าที่จะฟังหรือแม้แต่อ่าน Subtitle ส่วนในเรื่องของ Social Pressure ที่เป็นประเด็นของตัวละครหลักนั้น ตัวละครก็มีเส้นกราฟในการพัฒนาอารมณ์และพฤติกรรมอย่างชัดเจน(แม้เราจะไม่เห็น Background ของตัวละครหลักก็ตาม) จนไปถึงจุด Peak ของตัวละครในตอนสุดท้ายนั้นเป็นสิ่งที่น่าศึกษาต่อในประเด็นของการทำความเข้าใจกับบริบทของสังคมกับความรุนแรงในระดับปัจเจกที่่ผู้เขียนคิดว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจตัดขาดได้ (อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้เขียนคิดอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวไหมคือประเด็นเรื่อง Human Trafficking) ซึ่งสุดท้ายแล้ว Pressure ในสังคมก็เป็นตัวผลักดันให้การกระทำระดับปัจเจกเกิดความรุนแรงได้ มีหนังอีกเรื่องที่ประเด็นคล้ายๆกันคือ 71 Fragments ของ Michael Haneke ซึ่งก็มีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน

สุดท้ายอีกสิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ “ความเงียบ” ความเงียบในหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนตัวละครหนึ่ง อย่างที่กล่าวไปข้างต้น”ความเงียบ”นี้นำพาเราดำดิ่งไปกับภาพและชีวิตของตัวละครกลุ่มนี้และมันเรียกร้องสมาธิให้เราต้องมองภาพที่ปรากฏอยู่บนจอหนัง มันไม่ใช่ความเงียบแบบไม่มีเสียง แต่มันเป็นความเงียบที่ทำให้เราได้เรียนรู้กับปริมลฑลที่เราไม่คุ้นเคย

 

960

Amy (2015) /  Asif Kapadia / UK I US

หนังสารคดีเกี่ยวกับช่วงชีวิตของ Amy Winehouse นักร้องสาวชาวอังกฤษ ซึ่งตัวหนังก็เล่าแบบ Timeline ชีวิตช่วงก่อนที่จะมาเป็นนักร้องผู้โด่งดังจนกระทั่งเธอเสียชีวิต หนังเล่าแบบไหลตามชีวิตของเธอผ่านบทเพลงที่เธอเขียน ซึ่งเนื้อเพลงเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตเธอ ซึ่งเธอถ่ายทอดออกมาได้อย่างจับใจ

สิ่งที่เราได้ขบคิดหลังจากที่หนังจบคือประเด็นเรื่องของสื่อที่มีผลต่อบุคคลและสังคม จะเห็นได้ว่าสื่อนั้นได้ทำการตัดสินชีวิตเธออย่างง่ายๆ(โดยเฉพาะทีวี) มีการกล่าวประชดแดกดันตัวเธอหลายครั้ง แต่หนังเรื่องนี้กลับเป็นสื่อที่เปิดพื้นที่ให้เราได้เข้าไปสำรวจตัวเธอจากบุคคลใกล้ชิดและ Background ชีวิตของเธอ แทนที่เราจะตัดสินตัวเธออย่างรวดเร็ว เรากลับได้ขบคิดว่าช่วงชีวิตคนเรานั้นมันมีหลาย dimension ให้เราได้เรียนรู้ มากกว่าภาพบนหนังสือพิมพ์ Tabloid หรือรายการทีวีดาดๆบางรายการ ประเด็นต่อมาที่เราได้จากหนังคือ อาการ Depress ของ Amy ที่เธอไม่สามารถก้าวข้ามผ่านมันไปได้ แม้จะมีช่วงผลักชีวิตเธอขึ้นมาอีกครั้งคือตอนที่เธอทำ Album Back to Black เราเห็นและรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับกับเธอ เราเศร้าเมื่อเธอเศร้า  แต่สุดท้ายเธอก้าวข้ามความรู้สึกเธอไม่พ้นและไม่มีใครช่วยเธอได้ มันทำให้เรารู้สึกว่าแน่นอนหลายๆคนต้องมีช่วงเวลาที่ Depress ซึ่งเราเป็นเหมือนกัน แต่คนที่จะพาเราก้าวข้ามมันไปคือตัวของเราเอง

แม้หนังจะไม่มีอะไรหวือหวา แต่มันพาเราเข้าไปสำรวจ Subject หนึ่ง(ซึ่งแน่นอนเป็น Subject ที่แข็งแรงมาก) ที่ทำให้การสำรวจคนหรือมองคนๆหนึ่ง อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น รวมถึงในชีวิตจริงของตัวเราด้วย

UMIMACHI_DIARY_OUR_LITTLE_SISTER_Still

Our little sister / Hirokazu Koreeda / Japan / 2015

ผู้เขียนจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ดูหนังเรียบง่ายและงดงามแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะเมื่อห้าหรือหกปีที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้พาเราให้หวนนึกถึงหนังของ Yasujiro Ozu แต่เป็นในแบบเวอร์ชั่นปี 2015 ตัวหนังเรื่องนี้ไม่มีการเล่นแร่แปรธาตุใดๆ มันเล่าตรงๆผ่านการร้อยอารมณ์ของตัวละครแต่ละตัว(อาจจะรวมถึงตัวละครรอบๆข้างตัวละครหลักที่ทำให้ตัวละครหลักนำพาอารมณ์ออกมาสู่คนดูอย่างละมุนละไมและไม่ติดขัด) หนังสร้างอารมณ์ได้ละเอียดละออ รวมถึงภาพที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าเป็นธรรมชาติ ส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกว่าภาพที่เคลื่อนไหวอย่างช้าๆนี้เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกถึงกาลเวลาที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านและเราก็สามารถซึมซับไปกับห้วงเวลากับอารมณ์ที่ผ่านไปกับตัวละครเหมือนการเวียนว่ายตายเกิด

สิ่งที่ผู้เขียนชอบมากๆคือหนังเรื่องนี้พูดถึงการตายหลายช่วงและเหตุการณ์ที่ผู้ที่ตายได้กระทำทิ้งไว้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อคนที่เหลืออยู่ แต่แทนที่หนังจะมีเหตุการณ์ชวนดราม่า มันกลับเลือกพูดถึงสิ่งที่งดงามมากๆในชีวิตคนเราจะอาจจะเรียกได้ว่าเป็นโลกในอุดมคติเลยก็ว่าได้ เราอาจจะเรียกว่านี่คือหนัง”มานุษยนิยม”อีกเรื่องที่เด่นชัดและงดงาม หนังทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าคนที่ตายนั้นได้เดินทางไปอีกที่หนึ่ง ที่ๆเราจะไม่ได้เห็นเขาแล้ว แต่เขามีความทรงจำที่ยึดติดกับเรา ในเชิงกายภาพคนที่อยู่คือคนที่ต้องเดินต่อไปในชีวิตและเลือกทางเดินด้วยตนเอง ตัวละครแต่ละตัวมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และยอมรับความคิดซึ่งกันและกันแม้จะมีความไม่เห็นด้วยหรือความขัดแย้งก็ตาม แม้เรื่องนั้นมันจะท้าทายศีลธรรมมากขนาดไหนก็ตาม

มีหลายฉากหลายซีนและหลายบทสนทนาที่ละลายกฏบางอย่างของสังคมบางสังคมทิ้ง(คือจริงๆอาจจะเป็นความคุ้นชินของสังคมส่วนใหญ่) เช่นฉาก ซึสุ น้องคนเล็กที่เข้าร่วมทีมฟุตบอล ซึ่งในทีมมีผู้หญิงเล่นร่วมกับผู้ชายสองคน คือซึสุกับเพื่อนอีกคนที่เป็นผู้รักษาประตู นี่เป็นตัวอย่างที่บางสังคมอาจจะไม่ได้แปลกอะไร หรือ ฉากที่พี่สาวคนโตต้องตัดสินใจว่าจะไปอเมริกากับชายคนรักหรือไม่ เมื่อเธอตอบไปฝ่ายชายก็ยอมรับในการตัดสินใจนั้น คือนี่อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่เราคิดว่าในสังคมปัจจุบันของเรา เราแทบจะเห็นการยอมรับความคิดของคนอื่นแบบนี้น้อยมากๆ(โดยเฉพาะสังคมที่ข้าพเจ้าอยู่ตอนนี้) เราจึงคิดว่าโลกในหนังเรื่องนี้เป็นดลกที่ไม่ได้หนีจากความเป็นจริงมากนัก แต่เราคิดว่ามันก็ยังเป็นโลกอุดมคติอยู่ดี(เราหวังว่าน่าจะเป็นโลกอุดมคติที่เป็นจริงได้)

มีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้นั่นคือ “โต๊ะอาหาร” ครึ่งหนึ่งของหนังเรื่องนี้เป็นฉากกินอาหารเสียส่วนใหญ่ และโต๊ะอาหารในแต่ละที่ของหนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่เป็นเสมือนแหล่งกำเนิดเรื่องเล่าต่างๆของคนในครอบครัว และชุมชนที่อยู่รอบๆ เรื่องเล่าเหล่านี้หลอมรวมให้ชีวิตจากหลากหลายครอบครัว ได้มารวมตัวกันและแชร์ความรู้สึกภายในต่อกันทำให้เกิดชีวิตและสังคม ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม โดยผ่านเรื่องราวเล็กๆน้อยๆแล้วค่อยประกอบร่างสังคมเป็นภาพรวมใหญ่

howtodisappearcompeletly03

How to disappear completely / Raya Martin / Philippines / 2013

ภาพสังคมและประวัติศาสตร์ของประเทศฟิลลิปปินส์เราอาจจะสามารถหาอ่านตามหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไปได้อย่างดาษดื่น แต่ถ้าเราอยากระเสพประวัติศาสตร์ที่เข้าถีงในเชิงความรู้สึกส่วนลึกของคนฟิลลิปินส์ละก็ มันถูกอัดแน่นอยู่ในหนังเรื่อง How to dissappear completely ของ Raya Martin อย่างเข้มข้นเลยทีเดียว หนังของเขาหลายเรื่องเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของประเทศที่เป็นหมู่เกาะแห่งนี้ แต่โดยตัว context ของหนังนั้น เป็นสภาวะปัญหาของตัวละครในครอบครัวหนึ่งที่พ่อขี้เมาชอบกระทำชำเราลูกสาวตนเองและแม่ผู้ยึดติดตัวเองเขากับศาสนา และหนังยังสะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงทางเพศต่อเพศหญิงอีกด้วย

ครึ่งเรื่องแรกหนังปูเหตุการณ์ให้เราได้รับรู้ถึงเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งผ่านตัวลูกสาวที่มีความหวาดระแวงต่อผู้เป็นพ่อ วิธีหลบหลีกโลกอันแสนเจ็บปวดและหน้าหวาดกลัวนี้คือการอ่านหนังสือ ที่พาเธอจิตนการและหลบหลีกโลกอันโหดร้ายไปได้ชั่วคราว โลกที่ลูกสาวหลบหลีกไปนั้นตัวผู้กำกับได้สร้างโลกแห่งจินตนาการของเธอออกมา แต่มิได้ถ่ายทอดโลกจินตนาการที่แสนจะสวยงาม แต่เป็นโลกกึ่งจริงกึ่งฝันและอุดมไปด้วยดนตรีเสียงสังเคราะห์ ซึ่งให้ความรู้สึกถึงความแปลกแยกและความจริงใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างปลอมๆ พอมาถึงกลางเรื่องซึ่งน่าจะเป็นจุดพีคของหนังนั้น เป็นการนำเรื่องเล่าเรื่องผีแต่โบราณของคนในยุคเก่าก่อนมาเชื่อมโยงกับครอบครัวนี้จะทำให้ความฉิบหายได้บังเกิดขึ้น

หนังเรื่องนี้เป็นหนัง Coming of age (จริงๆก็มีหลากหลาย Genre ให้เเลือก) ที่ผู้เขียนคิดว่าไร้ซึ่งการประณีประนอม การฆ่าพ่อแม่ตัวเองในเรื่องนี้เป็นเหมือนภาพ Metaphor เพื่อจะเชื่อมโยงถึงการตัดขาดจากครอบครัวตัวเองเพื่อไปเผชิญหน้ากับโลกภาพนอก(บ้าน/ครอบครัว ) แม้หนังจะมีบทสรุปที่ไม่ชัดเจนและมีความรุนแรง ซึ่งตัวผู้กำกับน่าจะถ่ายทอดเรื่องราวผลกระทบจากปัญหาเล็กๆในครอบครัว แต่เหมือนกับผู้กำกับจะส่ง Message เกี่ยวกับเรื่องราวความรุนแรงทางเพศผ่านตัวหนัง ซึ่งปัญหานี้มันส่งผลต่างๆมาสู่สังคมภายนอกประดุดั่งหยดน้ำที่ตกกระทบผิวน้ำทำให้มันกระจายวงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

HowToWinAtCheckers660v2

How to win at checker (every time) / Josh Kim / Thailand / 2015

หนังไทยเรื่องนี่เป็นหนังไทยในรอบหลายๆปีที่พูดถึงรากฐานหรือน่าจะกล่าวได้ว่าหนังนั้นพาเราไปสำรวจความเป็นไปของจุดเริ่มและ/หรือพื้นฐานของการคอรัปชั่น(ในที่นี้พูดถึงเฉพาะในประเทศไทย แต่ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ Universal พอสมควร) ซึ่งหนังไทยหลายเรื่องที่พูดถึงปัญหาคอรัปชั่นส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยลงรายละเอียดหรือพาคนดูไปสำรวจลึกมากนัก โดยมากก็จะ Judge ไปเลยว่า นักการเมืองเลว เจ้าหน้าที่รัฐเลว คนต่างจังหวัดโง่ที่ยอมขายเสียง ฯลฯ แต่หนังเรื่องนี้พูดอย่างง่ายๆและเคลียร์มากๆ ซึ่งวิธีการของหนังนั้นก็พาเราเข้าไปสำรวจชีวิตของคนที่เกิดมาสิ้นไร้ไม้ตรอกมากๆอย่าง”เอก” ตัวละครหลักที่เป็นพี่ชายคนเดียวในครอบครัวที่เสียทั้งพ่อและแม้ไป และต้องทำงานขายตัวในบาร์

หนังพูดถึงชีวิตที่เรียบง่ายของครอบครัวๆหนึ่งที่ฐานะไม่ค่อยจะดีนักเพราะเสียบุพการีทั้งสองไป “เอก” พี่ชายคนโตของครอบครัวต้องช่วยป้าดูแลน้องอีกสองคน จนวันหนึ่งมีหมายเรียก”เอก”ไปเกณฑ์ทหาร ซึ่งเขาต้องไปจับใบดำใบแดง นี่คือจุดพลิกพลันที่ทำให้เราเห็นชีวิตของคนๆหนึ่ง(และอาจจะทั้งครอบครัว) ล้มระเนระนาดเป็นเหมือนโดมิโน่ เพียงเพราะระบบการเกณฑ์ทหารแบบเสี่ยงโชค

เนื่องจากเหตุการณ์หลักของหนังคือการจับใบดำใบแดงเพื่อเกณฑ์ทหารนั้น เรากลับเห็นสิ่งต่างๆที่สะท้อนถึงสังคมไทยผ่านตัวหนังนั้นก็คือ การเชื่อเรื่องโชคลางของคนไทย เมื่อคนเราไร้ที่พึ่งนั้นเราก็ไม่รู้จะบ่ายหน้าไปหาอะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวเอาไว้ ป้าของเอกเป็นตัวอย่างคนรุ่นหนึ่งในสังคมไทย คือการนับถือโชคลาง เธอเชื่อว่าถ้าหลานชายตัวเองกราบพระทำบุญหรือถือเคล็ดตามที่แกแนะนำมันจะเป็นการดีที่จะนำสิ่งที่ดีและเป็นที่ต้องการของเรามาสู่ชีวิต และป้าก็หวังว่าหลานของตนจะจับได้ใบดำเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเกณฑ์ไปเป็นทหาร เพราะป้าคงเลี้ยงหลานอีกสองคนไม่ไหว(ด้วยฐานะทางการเงินที่ไม่ดี) อีกประเด็นที่น่าสนใจและน่าพูดถึงก็คือคู่ขนานอีกด้านที่มีการเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจนคือตัวละครที่เป็นแฟนของ”เอก” นั้นก็คือ “ใจ๋” แฟนหนุ่มที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นชนชั้นกลางในสังคมไทยอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งอยู่กันคนละขั้วกับ”เอก” ทั้งคู่เป็นแฟนกันและรักกันอย่างแน่นอน(หนังทำให้รู้สึกเช่นนั้น) เรากลับมองว่า”ใจ๋”เป็นตัวละครที่น่าสนใจ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม “ใจ๋” เหมือนเป็นภาพแทนกลุ่มๆหนึ่งของสังคมอย่างชัดเจนนั้นคือ”ชนชั้นกลาง” (Bourgeosie) ครอบครัว”ใจ๋”สามารถติดสินบนมาเฟียท้องถิ่นเพื่อไม่ให้ลูกของตัวเองต้องเป็นทหารและมันเป็นอย่างนั้นจริงจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่ได้พบเจอมา  แต่กลับกันกับครอบครัวของ”เอก” ที่ไม่มีอำนาจและกำลังทรัพย์ที่จะไปติดสินบนผู้มีอำนาจที่ไหน จนสุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเขาต้องเดินไปตามโชคชะตาของตนเอง

แม้ชะตากรรมของ”เอก”จะดูไม่อำนวยสวยหรูเลย แต่มีหลายอย่างที่เขาทิ้งคำพูดหรือตัวตนที่เขาแสดงออกมาทำให้คนดูต้องคบคิดและผู้เขียนขอยกย่องตัวละครที่ไร้ซึ่งอำนาจต่อรองกับอำนาจหลักของสังคมที่เหลวแฟะคนนี้ เช่นฉากที่น้องเขาพยายามขโมยเงินแล้วจะเอาไปติดสินบนมาเฟียท้องถิ่นเพื่อให้ช่วยพี่เขาไม่ต้องจับได้ใบแดง “เอก”กลับยอมรับและเอาเงินไปคืน และอีกเหตุการณ์ที่เราคิดว่าดีมากก็คือ “ใจ๋” แฟนของ”เอก” รับปากว่าถ้าเอกจับได้ใบแดงเขาจะดูแลน้องชายแทนเอกเอง แต่เอกกลับปฎิเสธและปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป เพราะ”ใจ๋”นั้นรู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะจับได้ใบดำส่วน”เอก”นั้นต้องไปลุ้นกับโชคชะตาของตนเอง ซึ่งความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียนนั้นนี่คือ”อาการรู้สึกผิดของชนชั้นกลาง” ที่ตัวเองนั้นรู้อยู่แล้วว่าตัวเองเอาตัวรอดด้วยการติดสินบน หากเราเปรียบ”เอก”เป็นตัวละครในวรรณกรรมไทยก็อาจจะเปรียบได้กับ “ขวัญ” ใน “แผลเก่า”

 

 
 Man with a movie camera / 1929 / Dziga Vertov / Russia

การได้ดูหนังเรื่องนี้อีกรอบในโรงหนังถือว่าเป็นประสบการณ์อันเรียกได้ว่าเป็นสุนทรียะที่ถูกสร้างใหม่อย่างหนึ่งของตัวผู้เขียนเลยทีเดียว แม้หนังจะไม่ได้เล่าเรื่องอะไรเลยก็ตาม แต่นี่คือเสน่ห์ของภาพเคลื่อนไหวที่สำหรับเราแล้วมันอยู่เหนือกาลเวลาและเรื่องเล่า เนื่องด้วยว่าหนังเรื่องนี้เป็นการทดลองกับทุกสิ่งที่มันจะสามารถเป็นไปได้(และไปได้ไกลมากๆด้วย หากใครคิดว่าเทคนิคใน Inception เป็นอะไรที่ใหม่ขอให้ไปลองหาเรื่องนี้มาดู) และหนังมันก็พาเราเข้าไปในห้องทดลองของตัวมันเอง หนังเรื่อง Man with a Movie Camera เป็นหนังที่ให้กำเนิดทฤษฎีตัดต่อหลายๆทฤษฎี และ เป็นแรงบันดาลใจกับศิลปินอีกหลายๆคนได้นำเทคนิคต่างๆมาพัฒนาจนเป็นเทคนิคตัดต่อที่เราคุ้นชินในปัจจุบัน และอาจจะรวมไปถึงคนทำงานพวกวิดีโออาร์ตในช่วงแรกหรือพวกกลุ่ม ดาดา อีกด้วย

หากเราย้อนกลับไปมองถึงศิลปะของภาพเคลื่อนไหวหรือการดูหนัง ไม่ว่าหนังนั้นๆมันจะเป็นหนังประเภทใดก็ตาม สิ่งสำคัญที่ภาพยนตร์สื่อสารกับเราได้ก็คือ”การมอง” และหนังเรื่องนี้กระตุ้นให้เรามองภาพอย่างใสสื่อที่สุดคือ มองอย่างที่เราอยากจะมอง เช่น สิ่งของ คน หรือธรรมชาติต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาและจะขาดไม่ได้เลยก็คือการรับรู้ของคนมอง(Perception) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน และเทคนิคต่างๆในหนังก็กระตุ้นความรู้สึกส่วนลึกของตัวผู้เขียนอย่างมาก แม้ว่าเทคนิคหลายๆอย่างจะสามารถทำได้อย่างง่ายๆหากเราใช้คอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน ที่บอกว่ามันกระตุ้นความรู้สึกส่วนลึกของตัวผู้เขียนคือวิธีการเลือกใช้ภาพต่างๆที่นำมาทดลอง มันกระตุ้นเราตั้งแต่การมองและอย่างที่กล่าวไปคือ Perception ของตัวผู้เขียนเอง เช่นภาพบางภาพที่เอามาซ้อนกันนั้นก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกใหม่ขึ้นมา กล่าวง่ายๆคือมันคล้ายกับการผสมคำหากพูกในเชิงของหลักภาษา ภาพๆเดียวอาจจะทำให้เราเข้าใจความหมายของมันอยู่แล้ว(และอาจจะเป็นความหมายที่ตายตัวในบางกรณี) แต่เมื่อภาพในหนังเรื่องนี้มันถูกนำมาซ้อนกันมันเหมือนเกิดการไหลเลื่อน(Fluid)ทั้งความหมายและสุนทรียะของตัวภาพ เกิดเป็น text หลาย text ซ้อนทับกัน ซึ่งนั้นอาจจะมีความหมายหรือไม่มีก็ได้ นี่จึงเป็นความเป็นอมตะเหนือกาลเวลาของสิ่งที่เรียกว่าภาพยนตร์

นี่คือการกำเนิดของภาพที่เรียกได้ว่าเป็นสุนทรีย์อันน่าตื่นตาตื่นใจของคนในยุคนั้นและเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การพัฒนาและต่อยอดจากหนังเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เนื่องด้วยว่าเทคนิคการตัดต่อหลายๆแบบในปัจจุบันเราสามารถเห็นได้เกือบทั้งหมดจากหนังเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว ภาษาของภาพและสื่อภาพยนตร์ยังคงมีความมหัศจรรย์หลงเหลืออยู่อีกมากมาย มันยังคงรอคอยให้คนรุ่นต่อๆไปได้ค้นพบมัน